แนวคิด-วิธีการสร้างงานเขียนโดย uncleBE พฤษภาคม 2549 เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมไปดูหนังที่หลายคนตั้งตาคอย เพราะติดหนึบมาจากหนังสือนวนิยายขายเกลี้ยงแผงเล่มหนึ่ง ไม่บอกก็คงจะเดากันได้ว่าเป็นเรื่อง "หนูหิ่น เดอะ มูฟวี่" .. แฮะๆ ล้อเล่นครับ จริงๆ แล้วคือ "รหัสลับระทึกโลก" หรือ "The Da Vinci Code" นั่นเอง
หนังดำเนินเรื่องลึกลับซับซ้อนยอกย้อนวุ่นวายยาวนานกว่าสองชั่วโมง แต่สิ่งที่ผมติดใจเป็นพิเศษคือฉากเริ่มเรื่องที่คนดูแลพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ถูกฆาตกรรม แต่ด้วยความที่กุมความลับต่างๆ ไว้มากมาย ก่อนสิ้นใจจึงต้องคิดหาวิธีสื่อสารเป็นรหัสลับให้คนอื่นขบคิดหาคำตอบกับรูปแบบการตายที่น่าพิศวงงงงวย วิธีแบบนี้เป็นการสื่อสารที่แยบยลมาก มีท่าการตายที่แปลกประหลาด มีตัวเลขรหัสต่างๆ มากมาย
ผมกำลังจะบอกว่า การสื่อสารให้คนอื่นรับรู้สิ่งที่เราอยากจะบอกก็มักจะใช้ "ภาษา" เป็นสื่อ แล้วเจ้าภาษานี่ก็ไม่ได้มีเฉพาะภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาลิโทเนีย หรือภาษานิกาลากัวเท่านั้น ยังมีภาษาที่คนใช้สื่อสารกันโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเวลาที่ต้องไปประเทศกานา ไม่รู้จะพูดภาษาเค้ายังไง ก็ต้องยกมือยกไม้ ชี้นิ้ว ชี้นั่น ชี้นี่เป็นการใหญ่ ท่าทางแบบนี้เค้าเรียกว่า "ภาษาร่างกาย"
ที่มาของแรงบันดาลใจ งานชุด "พ้นจากนาทีนี้ สิ่งที่ผ่านมาก็เป็นแค่อดีต" ตามศัพท์วิชาการก็ถือเป็นงาน Conceptual photography คือภาพถ่ายที่มีการวางแนวความคิดชัดเจนในการสร้างสรรค์ ผมได้แรงบันดาลใจจากภาษาร่างกายนี่แหละครับ เวลาที่คนสองคนหรือคนหลายคนคุยกัน นอกจากคำพูดแล้ว มือ แขน สีหน้า มักจะแสดงร่วมกับคำที่พูดออกมาโดยอัตโนมัติ ไม่เชื่อลองสังเกตท่าทางพิธีกรในโทรทัศน์ดูก็ได้ครับ บางคนรายงานข่าวไปก็จะชี้นิ้วตลอด หรือไม่ก็ยกมือขึ้นๆ ลงๆ จนคนดูฟังข่าวไม่รู้เรื่อง เพราะมาสนใจดูที่มือมากกว่า ผมคนหนึ่งที่เป็นแบบนั้น ผมเป็นประเภทสายตาสอดส่าย ซอกแซก ก็จะชอบมอง ชอบสังเกตพฤติกรรมแบบนี้อยู่บ่อยๆ
ที่นี้ ถ้าเป็นกิริยาท่าทางอย่างที่บอกมา ดูแล้วก็ขำขำ ไม่ได้คิดอะไร ไม่รู้สึกอะไรไปมากกว่านั้น ..... แต่หลายครั้งที่ผมเห็นแล้วรู้สึกสะเทือนใจ เพราะท่าทางที่แสดงออกมานั้น มาจากอารมณ์ความรู้สึกภายในที่ผิดหวัง ท้อแท้ ห่อเหี่ยว
ภาพมือที่ปิดปากไว้แน่นเหมือนพยายามจะสะกดความเศร้าที่ถาโถม นิ้วเท้าที่เริ่มจะเกร็งเพราะในหัวสมองคอยแต่คิดกลับไปกลับมาถึงแต่เรื่องผิดหวังในอดีต ภาพผู้หญิงยืนนิ่งงันหันหน้าเข้าหาผนังแสดงถึงความที่ไม่อยากจะรับรู้เรื่องเลวร้ายที่ผ่านมาในชีวิต หรือแม้แต่ภาพที่หญิงสาวกำลังดูดน้ำจากหลอดหลายคนไม่รู้สึกสะเทือนใจ แต่คนที่เพิ่งสูญเสียคนที่ตัวเองรักไปคงเจ็บปวดไม่น้อยเมื่อหวนคิดถึงความหลังที่เคยมีความสุขด้วยกัน
ความรู้สึกสะเทือนใจที่แสดงผ่านภาษาร่างกายเหล่านี้ ถ้าผมหรือใครก็ตามที่ไม่ได้มีความหลัง หรือเคยผ่านเหตุการณ์ความรู้สึกที่ผิดหวัง ท้อแท้ เขาคนนั้นก็อาจจะไม่สามารถสัมผัสความรู้สึกแบบนั้นได้เลย
อารมณ์แห่งความปวดร้าว ความไม่สมหวัง ไร้แสงสว่างที่จะแก้ปัญหา การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การสูญเสีย ล้วนเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน เร็วช้า มากน้อยต่างกันไป ผมเองและเชื่อว่าทุกๆ คน แม้ไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนผมเห็นแล้วรู้สึกสงสารจับใจ ผมอยากจะทำอะไรก็ได้ที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่กำลังจะแตกสลาย ได้มีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
.... อ่านถึงตรงนี้ไม่ต้องเศร้าตามผมนะครับ ถึงแม้ตอนนี้น้ำตาคนเขียนจะเอ่อรินไหลเป็นทางแล้วก็ตาม ....
ผมทำได้แค่สร้างภาพที่จะบอกกับคนที่กำลังผิดหวังท้อแท้ในชีวิตว่า ทุกอย่างในโลกล้วนอยู่กับความเปลี่ยนแปลง มีมามีไป มีอยู่มีจาก มีเกิดย่อมมีดับ ไม่ว่าจะเสียใจ เจ็บปวดรวดร้าวขนาดไหน ไม่นานมันก็ต้องผ่านพ้นไปอยู่ดี แล้วก็จะกลายเป็นเพียงแค่อดีต เมื่อสิ่งต่างๆ ผ่านไปก็เป็นเหมือนแผลเป็นที่ทำให้เราได้จดจำ แต่ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดกับร่างกาย ชีวิตยังต้องเดินทางต่อไป ทำเวลานี้ ทำพรุ่งนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า
นี่คือข้อความที่ผมอยากจะสื่อสารแก่คนที่ดูภาพชุดนี้ 