เสียดายที่ผมอ่านไม่จบ เพราะผมรู้สึกเหมือนคนที่วิพากษ์วิจารณ์เขาว่าเขาหลงตัวเองและพูดแต่เรื่องตัวเอง วนเวียนและย้ำคิดย้ำทำ คนอะไรช่างน่าเบื่อปานนั้น แต่เมื่อมาคิดอีกที หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่ช่างภาพคนหนึ่งพยายามบันทึกสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวเองในห้วงเวลาแห่งการค้นหาเส้นทางของตัวเองในฐานะช่างภาพคนหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาก็ทำได้อย่างซื่อสัตย์และเคารพต่อตัวเองอย่างยิ่ง แม้ว่าจะน่าเบื่อ โมโนโทน (monotone) แต่หากเราแกะรอยตามความคิดเขาไปเรื่อยๆ เราจะพบความคิดดีๆ หลายอย่างว่าด้วยชึวิตและการถ่ายภาพ
บรรณาธิการภาพบางคนบอกว่าเดอปาร์ดงเป็นช่างภาพฝรั่งเศสที่มีสไตล์อเมริกันอย่างเด่นชัด เพราะภาพถ่ายของเขาดิบ ตรงไปตรงมา ไม่มีลีลามากนัก อาจจะเป็นอย่างนั้น ผมไม่รู้เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกคือ ช่างภาพคนนี้เป็นฝรั่งเศสมากตรงที่เขาหมกมุ่นอยู่กับคำถามที่ว่า “ความจริงคืออะไร?” เพราะช่วงระหว่างที่เขาถ่ายภาพสงครามกลางเมืองอยู่ในตะวันออกกลาง เขาสงสัยเกี่ยวกับความจริงและวิชาชีพการเป็นช่างภาพวารสาร จนทำให้เขาเปลี่ยนสไตล์การทำงาน จากรายงานเหตุการณ์ด้วยภาพถ่ายอย่างเดียวมาเป็นการผสมผสานระหว่างภาพถ่ายและงานเขียนเชิงบันทึกอย่างที่เห็นใน Notes, Errance และผลงานชิ้นต่อๆ มา
หากจะเปรียบเทียบกับแนวทางภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวก็อาจจะได้ ผมมองและคิดเอาเองว่าภาพยนตร์ฝรั่งเศสโดยรวมๆ มุ่งหมายที่จะเข้าไปสำรวจวิถีชีวิตของคนธรรมดาสามัญ และปัญหาในชีวิตประจำวัน มากกว่าจะสร้างมายาภาพเพื่อความบันเทิง ดูอย่างการเคลื่อนไหวของกลุ่มภาพยนตร์สารคดีซีนีมาเวรีเต้ (cinéma vérité) ซึ่งมีนักมานุษยวิทยา ฌอง รูช (Jean Rouch) เป็นเสาหลัก และสืบทอดต่อกันมา ในช่วงปลายของทศวรรษที่ 1950 ได้มีการก่อตัวของคลื่นใหม่แห่งภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับทั่วโลก โดยกลุ่มผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้รับการขนานนามว่านูเวลวาค (nouvelle vague หรือคลื่นลูกใหม่) ซึ่งมี ฌอง ลุค โกดาร์ (Jean-Luc Godard), ฟรองค์ซัว ทรุฟโฟต์ (François Truffaut), เอริค โรห์แมร์ (Eric Rohmer) และ โคลด ชาโบรล (Claude Chabrol) เป็นตำนาน ซึ่งผู้กำกับฝรั่งเศสรุ่นใหม่ๆ ก็ได้รับมรดกตกทอดของความลุ่มหลงที่จะเข้าใกล้ความเป็นจริงของชีวิตโดยมีภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ แม้ว่าในเชิงความงามและเทคนิคขอเดอปาร์ดงจะเป็นสไตล์อเมริกันอย่างที่นักวิจารณ์บางคนบอกเอาไว้ แต่ในแง่ของวิธีคิดของเขาแล้ว ผมว่าเขาเป็นฝรั่งเศสที่หมกมุ่นอยู่คำถามที่ว่า-อะไรคือความจริง-และพยายามเข้าไปใกล้สิ่งนั้นโดยมีกล้องภาพนิ่งเป็นเครื่องมือในงานของเขาตลอดมา
เดอปาร์ดงก้าวต่อไปในแนวทางของเขาและได้ตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้น ในช่วงทศวรรษที่ 1980 หนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายอย่าง Libération ได้ส่งเขาไปเป็นช่างภาพประจำที่นิวยอร์คเป็นเวลาหนึ่งเดีอน และให้เดอปาร์ดงส่งภาพถ่ายมาลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทุกวันภายใต้ชื่อคอลัมน์ – Correspondance New-Yorkaise –
นี่เป็นครั้งแรกที่คอลัมนิสต์เป็นช่างภาพและถ่ายภาพมาลงทุกวันพร้อมๆ กับข้อเขียนสั้นๆ จะว่าไปมันก็เหมือนกับส่งโปสการ์ดมาลงพิมพ์ หรือบล็อกในอินเทอร์เน็ตที่อัพเดททุกวัน เดอร์ปาดงทำงานในสไตล์เฉพาะตัวของเขา และงานที่ออกมาเป็นงานถ่ายภาพแบบสตรีทโฟโต้กราฟฟี่ (street photography) และบันทึกสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เขาคิดและรู้สึก ภาพถ่ายไม่มีอะไรพิเศษ ไม่ได้โดดเด่น มันเป็นภาพถ่ายแบบบันทึกสิ่งที่เห็นมากกว่าการรายงานเหตุการณ์สำคัญๆ หรือความแปลกใหม่ในสิ่งที่เขาเห็น ไม่มีแรงดึงดูด จะว่าไปมันเป็นภาพถ่ายที่แสนธรรมดา บางคนเรียกสไตล์ของเดอปาร์ดงว่า Temps Faible
ผมไม่รู้จะใช้คำแทนเป็นภาษาไทยอย่างไร กระทั่งคำภาษาอังกฤษ ในภาษาฝรั่งเศส temps แปลว่าเวลา faible แปลว่า อ่อนแอ เบาบาง ทำนองนี้ แต่ temps faible ไม่ได้เป็นสำนวนที่คนฝรั่งเศสใช้กัน มันเป็นศัพท์ที่เดอปาร์ดงสร้างขึ้นมาเอง แต่ในภาษาฝรั่งเศสมันมีคำว่า temps fort (fort แปลว่าเข้มข้น แข็ง มีความหมายทำนองเดียวกับคำว่า hard ในภาษาอังกฤษ) ดังนั้น temps fort ก็อาจแปลได้ว่าเหตุการณ์หนึ่งๆ ที่บีบอารมณ์ ทำให้ตื่นเต้น สนใจ หรือเหตุการณ์หนึ่งๆ ที่เป็นข่าว
กลับมาที่คำเจ้าปัญหา เดอปาร์ดงอธิบายว่ามันเป็นภาพถ่ายที่บันทึกความจริงที่ธรรมดาสามัญ เป็นภาพถ่ายที่บันทึกช่วงเวลาระหว่างเหตุการณ์สำคัญๆ สองเหตุการณ์ ฟังดูแล้วงง
ถ้าอธิบายว่าสมมติมียอดคลื่นอยู่สองลูก ส่วนที่เป็น temps faible ก็คือช่วงน้ำนิ่ง ส่วนยอดคลื่นทั้งสองลูกคือ temps fort
ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็มั่วตีความว่าเดอปาร์ดงเลือกที่จะบันทึกชีวิตอันเป็นปรกติของมนุษย์มากกว่าที่จะให้ความสนใจมากมายกับเหตุการณ์อันไม่ปรกติ เช่นสงคราม น้ำท่วม แผ่นดินไหว อุบัติเหตุ เพราะช่วงชีวิตของคนเรามันมีช่วงน้ำนิ่งมากกว่ายอดคลื่น เป็นไปได้ไหมว่าตลอดช่วงวัยหนุ่มเขาพอแล้วที่จะโต้คลื่นไปกับมายาแห่งแวดวงบันเทิง พอแล้วที่จะวิ่งไล่ตามเหตุการณ์ที่จะเป็นข่าว พอแล้วที่จะเจ็บปวดไปกับความตายและความโหดร้ายในสงครามที่เขาได้พบเผชิญ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและจบไปในช่วงเวลาสั้นๆ หนึ่งวัน สองวัน ห้าสัปดาห์ หรือสองปี แน่ล่ะ ชีวิตก็ไม่ได้ยืนยาวอะไรนัก แต่ช่วงเวลาปรกติที่ปลอดเหตุการณ์บีบอารมณ์นั้นยาวนานกว่าและสำคัญกว่า เขาเลือกที่จะดิ่งลึกไปกับการทำความเข้าใจตัวเอง และแสวงหาความปกติสุขของชีวิตธรรมดาสามัญ?
ผลงานเล่มล่าสุดหนาห้าร้อยกว่าหน้าชื่อว่า Paris Journal เป็นผลงานที่รวมภาพถ่ายในปารีสตั้งแต่ปี 1980 ถึงปัจจุบัน หนังสือภาพเล่มนี้เป็นเหมือนกับสมุดบันทึกส่วนตัวที่รวบรวมภาพถ่ายของเพื่อน ครอบครัว และความทรงจำส่วนตัว มันเป็นเศษเสี้ยวของชีวิตประจำวันของเขาที่ผ่านไป และบทบันทึกความทรงจำในวันต่างๆ รวมถึงการครุ่นคิดถึงการถ่ายภาพของเขา เดอปาร์ดงช่างภาพที่ผ่านการถ่ายภาพมาแล้วเกือบทุกแบบทั้งปาปารัสซี่จนถึงช่างภาพวารสาร ผู้ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง
หรือว่าในที่สุดเขาก็พบว่าไม่มีอะไรมากมายไปกว่าชีวิตที่ดำเนินไปวันต่อวัน?
...........................................................................
คัดลอกมาจาก โอเพ่นออนไลน์ http://www.onopen.com/
คอลัมน์ เรื่องเล่าของบางคน เขียนโดย ศุภชัย เกศการุณกุล http://www.onopen.com/2006/02/1027