Home    Forum   Gallery Help Login Register  
Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length




Pages: [1]   Go Down
Print
Topic: บทสัมภาษณ์ อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง  (Read 3192 times)
« on: January 12, 2009, 05:07:01 PM »
bootoshop Offline
etc F/2.8

View Profile WWW Email
*

etc skills 28
Gender: Male
Posts: 85




ขออนุญาติเอาเจ้านายที่เคารพมาขายซะหน่อยนะครับ
บทสัมภาษณ์ทีผมนำมาลงนี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ผมรู้สึกว่าแสดงความเป็นตัวของพี่นุมากที่สุดเท่าที่ผมอ่านมา การันตีโดยผมเองที่อยู่กับเขามาจะทั้งชีวิตแล้วครับ
http://anuchai.com/


บทสัมภาษณ์ของเขาจากนิตยสาร a day ฉบับที่ 70
คอลัมภ์ a day with a view
เรื่อง: ทรงกลด บางยี่ขัน / ภาพ: กิตติศักดิ์ ทวีกิจภิญโญ (a day magazine ฉบับที่ 70 เดือนมิถุนายน 2549)

       อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Archive ซึ่งเป็นนิตยสารโฆษณาที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในโลกให้เป็นช่างภาพที่มีคะแนนสะสมเป็นอันดับ 1 ของโลกเมื่อปี 2005 ร่วมกับ นาดาฟ แคนเดอร์ ช่างภาพระดับเทพชาวอิสราเอล

       รางวัลใหญ่ๆของโลก เขาก็ได้มาแล้วมากมาย เช่น โกลด์จากคานส์ จาก FedEx (ชิ้นที่มีกล่องคล้ายของบริษัทคู่แข่งอยู่ข้างใน), ทามิย่า (กบแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ), กรมป่าไม้ (ขวานที่เป็นด้ามก็ไม่เหลือ), โกลล์จากวันโชว์ จาก จิ๊ป (หัวใจที่ทำมาจากรากไม้), เบสต์ออฟพรินต์จากแอดเฟส (Asia Pacific Advertising Festival) จากไฟฉายแมกไลท์ (ส่องเห็นทุกอย่างในโรงหนังชั้นสอง), โกลด์จากแอดเฟส จาก คอมฟอร์ต (เอากระบองเพชรมาถักเป็นเส้นใยผ้า) และอื่นๆ

       ส่วนรางวัลใหญ่ๆในระดับประเทศนั้นก็มากมายเกินกว่าจะจาระไนไหวเอา เป็นว่าถ้าเราไปอยู่ในงานประกาศผลรางวัลโฆษณาเป็นต้องได้ยินชื่อบริษัทของ เขาจนฉ่ำหู

       อนุชัยเป็นเจ้าของโปรดักชั่นเฮ้าส์ที่ชื่อ รีมิกซ์ สตูดิโอ แบงค์ค็อก รับงานด้านถ่ายภาพและรีทัช กระบวนการทำงานคือ ครีเอทีฟจากเอเจนซี่โฆษณาคิดไอเดียและเลย์เอาต์มา จากนั้นเขาก็จะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าเวิร์กไม่เวิร์ก แล้วก็จัดการถ่ายรูปและรีทัชให้ได้ตามไอเดียนั้น

       แน่นอนว่าการถ่ายรูปของเขาไม่ใช่แค่กดชัตเตอร์ให้ติด แต่หมายถึงการสร้างรายละเอียดทั้งหมดในภาพขึ้นมา รวมทั้งการเติมแต่งไอเดียที่ดีให้กับงานโฆษณาชิ้นนั้น ดังนั้น รางวัลทั้งหลายที่เขาได้มาจึงไม่ได้แปลว่าช่างภาพคนนี้จะไม่มีส่วนร่วมในไอ เดียเอาเสียเลย

       อนุชัยเรียนจบมาทางด้าน วิจิตรศิลป์ จาก เพาะช่าง เขาเคยเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์ของรายการ TV., หนังไทย, ผู้กำกับภาพก็เคย ม็อกอัพก็ทำ จนมาเริ่มทำรีทัช ตั้งแต่รีทัชมือด้วยแอร์บรัชและคัตเตอร์ จนมาหัดใช้คอมพิวเตอร์รีทัชเป็นกลุ่มแรกๆของเมืองไทย ...อ้อ เขาไม่เก่งคอม และไม่ถนัดภาษาอังกฤษ แต่ก็สู้กับมันจนใช้คล่อง

       เขาพึ่งมาหัดถ่ายรูปเอาตอนอายุ 25 เพราะบ่อยครั้งรูปถ่ายที่เอามารีทัช มีแสงและมุมผิดเพี้ยนไปไม่ได้ดั่งใจ เขาเลยลองหัดถ่ายรูปเอง ครูพักลักจำไปเรื่อยๆ เขาจึงเป็นทั้งช่างภาพและมือรีทัชในคนเดียว รับเหมาทำเองทั้งหมดไม่แบ่งใคร ซึ่งเอาเข้าจริงๆในเมืองไทยก็ไม่ค่อยมีใครทำได้ดีมากเท่าๆกันทั้ง 2 ด้านเหมือนเขา .... หากจะไล่รายชื่อของเสาหลักในวงการโฆษณาไทยที่ผลักดันให้เราก้าวไปสู้แถวหน้า ในระดับโลก เราก็ไม่ควรตกชื่อของ อนุชัย

.... เขาได้รับเลือกจากสำนักพระราชวังให้เป็นผู้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ ในพระราชพิธีฉลองพระราชสมบัติ
.... เขาได้รับเลือกให้เป็นช่างภาพติดตาม 4 คนไทยไปปักธงไตรรงค์ที่ขั้วโลกเหนือ
.... ภาพปกหนังสือของ ชาติ กอบจิตติ ในยุคหลังๆก็เป็นงานออกแบบและถ่ายภาพของเขาทั้งหมด

       พฤติกรรมการยิงไอเดียเลย์เอาต์ที่เอเจนซี่ส่งมา ทำให้อาร์ตไดฯ บางคนอึดอัดใจที่จะทำงานกับเขา แต่อาร์ตไดฯ อีกจำนวนนึงก็ชอบวิธีการทำงานแบบนี้ โปรดักชันเฮ้าส์ร่วมวงการบางแห่งแอบบ่นว่าเขาผูกขาดงานดีๆไปเกือบหมด คนที่เคยคุยกับเขาหลายๆคน บอกว่าเขาพูดตรง พูดแรง และพูดจาน่าหมั่นไส้

เขาบอกว่า "เริ่มต้น ใครๆก็มองผมอย่างผู้ร้าย...."
(หลังจากอ่านบรรทัดถัดไป กรุณาพึ่งอย่าหมั่นไส้เขา บางทีอาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆก็ได้)
".... แต่สุดท้ายผมมักเป็นพระเอก"




ถาม: หลังจากที่คุณถูกจัดอันดับให้เป็นช่างภาพโฆษณาอันดับหนึ่งของโลก คุณถูกสัมภาษณ์บ่อยแค่ไหน
ตอบ: พูดแล้วก็อายเหมือนกันนะ มีสื่อมาขอสัมภาษณ์น้อยมาก (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เป็นสื่อต่างประเทศ อย่าง นิตยสาร Campaign Brief ที่ตามงานผมมาตลอด แล้วก็มีนิตยสารจากออสเตรเลีย ซึ่งเขามาสัมภาษณ์หลังจากที่งาน XXX Cinema ได้รางวัลเบสต์โฟโต้จากงานแอดเฟส ของไทยก็มีนิตยสารเกี่ยวกับงานถ่ายภาพชื่อ โฟโต้ชัตเตอร์

ถาม: ถ้าให้เดา คิดว่าทำไมถึงไม่ค่อยมีคนสนใจ
ตอบ: วงการโฆษณามันค่อนข้างปิดหรือไม่เราก็อาจจะต้องมีอคอนเน็กชั่น หมั่นออกงานสังคม

ถาม: การที่วงการโฆษณาไทย ประสบความสำเร็จระดับติด 1 ใน 5 ของโลกทำได้ดีกว่ามวยเสียอีก คุณคิดว่าสิ่งนี้บอกอะไรกับเราบ้าง
ตอบ: งานโฆษณาเป็นตัวแทนที่พูดได้ในระดับนึงว่า คนในประเทศเรามีความคิด การที่เราไปได้รางวัลในระดับโลกกลับมาเรื่อยๆ มันก็บอกอีกอย่างที่น่าภูมิใจว่า ฝีมือเราไม่แพ้ฝรั่ง เราพิสูจน์ได้แล้วว่าเราก็มีวิธีคิดแบบของเรา

ถาม: แล้วการที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเรามีวงการโฆษณาเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศล่ะ มันบอกอะไรกับเรา
ตอบ: โฆษณา มันเป็นวงการแคบๆ ที่ค่อนข้างปิดตัว เวลาจัดงานก็มีแต่คนโฆษณาที่รู้ มันเพิ่งจะมาเป็นที่พูดถึงในระดับโลกเมื่อ 4-5 ปีมานี่เอง อีกเรื่องคงเป็นความสนใจของสื่อ อย่าง คุณหมอพรทิพย์ (โรจนสุนันท์) แกก็ทุ่มเททำงานมาตลอดชีวิต วันนึงมีสื่อหยิบมาพูดถึง ก็กลายเป็นประเด็นขึ้นมา หรืออย่าง ดาบวิชัย (สุริยุทธ) แกก็ปลูกต้นไม้มาทั้งชาติ จนบริษัทโฆษณามีไอเดียหยิบแกไปใช้ ทุกคนก็เริ่มรู้จักดาบวิชัย ยายไฮ ก็เหมือนกัน เดินทางต่อสู้มาทั้งชาติแต่ไม่มีใครเห็น พอสื่อสนใจก็เลยกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมา
        พวกผมเคยคิดกันขำๆว่า คนไทยเราดีใจกับนักมวยที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก ...ดีใจกับ คุณอภิชาติพงศ์ (วีระเศรษฐกุล) ที่ไปได้รางวัลจูรี่ไพรซ์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ แต่พอคนไทยไปได้รางวัลโกลล์จากเทศกาลโฆษณาเมืองคานส์ ซึ่งเป็นงานประกวดโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทุกอย่างกลับเงียบ ไม่เคยมีสื่อเสนอเรื่องนี้เลย จริงๆแล้วศักดิ์ศรีมันเทียบเท่าโอลิมปิกเลยนะ เพราะมันแข่งกับคนทั้งโลก ไม่ใช่ว่าจะได้กันง่ายๆ โคตรยิ่งใหญ่เลย ฝรั่งได้โกลล์ทีนี่ มีคนมาขอถ่ายรูปขอสัมภาษณ์เป็นข่าวออก CNN ผมเคยฝันว่าอยากเห็นหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งลงข่าวทีมคนไทยไปคว้ารางวัลโกลล์ มาจากเมืองคานส์บ้าง ไม่ต้องถึงขนาดมีรถบุปผชาติมารับถึงสนามบินดอนเมือง (หัวเราะ) แค่หนังสือพิมพ์ลง คนทำก็มีกำลังใจ เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย คุณไม่ภูมิใจหรือที่อาชีพคนโฆษณาหรือช่างภาพไม่ใช่อาชีพคนประเทศเรา แต่เราก็ทำงานในระดับโลกได้

ถาม: เป็นไปได้ไหมว่าสื่อมองงานโฆษณาว่าเป็นธุรกิจมากกว่าศิลปะ
ตอบ: ก็ อาจจะมีส่วน แต่อะไรก็ตามที่มันแสดงให้เห็นถึงความภูมิใจของชาติได้ ไม่ว่าจะในรูปแบบไหน เราก็ควรจะให้ความสำคัญกับมันทั้งหมด เพราะมันคือผลประโยชน์ของคนโดยรวม ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผมคนเดียว วันนึงผมก็ต้องตายแต่วิชาชีพนี้ก็ยัง อยู่ ไม่ได้หมดไป เด็กมันจะได้มีแรงบันดาลใจ โลกเราไม่ได้ประกอบด้วยส่วนเดียว ไม่ใช่ว่าเราต้องเก่งแค่ด้านใดด้านเดียว เราควรจะเน้นทั้งหมด

ถาม: เราเขียนในตำราได้ไหมว่า อาชีพที่คนไทยทำได้ดีคือ ทำนา ทำสิ่งทอ และทำโฆษณา
ตอบ: ก็ ดีนะ มันให้ความรู้สึกที่ดีกับวงการโฆษณา อย่างญี่ปุ่นพอได้โกลล์จากคานส์ตัวแรก ปีถัดมารัฐบาลให้เงินมาจัดบูทเลย เอางานชิ้นนี้ติดบอร์ดโชว์ แล้วก็พีอาร์ว่า เจแปนก็ได้โกลล์เหมือนกัน ญี่ปุ่นซีเรียสกับเรื่องนี้มาก เหมือนเขาไม่ยอมฝรั่ง มึงมีหอไอเฟล กูก็มีหอคอยโตเกียว เขาพยายามจะทำให้รู้ว่าประเทศของเขาน่ะเจ๋ง ญี่ปุ่นถึงมีวันนี้ได้ไง แต่ไทยซัดมากี่โกลล์แล้วก็ไม่รู้ ทุกวันนี้เอเจนซี่ก็ยังต้องออกตังค์ทำบูทกันเอง ทำเท่าที่มี

ถาม: ถ้าอยากให้ Print Ad. ไปไกลกว่านี้ เราต้องเติมอะไรเข้าไปอีก
ตอบ: ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก บางเอเจนซี่เขาก็เดาเก่ง เขาศึกษาทำการบ้านว่าตอนนี้โฆษณาของโลกกำลังพูดถึงประเด็นอะไร ด้วยวิธีการนำเสนอแบบไหน
        เด็กรุ่นใหม่ก็ต้องขยัน บาง คนทำ Layout มา เจ้านายซื้อแล้วก็ส่งมาให้ผมดู เก็บไว้เดือนสองเดือนรอ โปรดักชันก็ไม่คิดต่อแล้ว แต่บางคนยังคิด detail ต่ออยู่เรื่อยๆคอยรีเช็กตลอด คนพวกนี้ทำงานไม่เยอะ แต่ได้รางวัลตลอด บางคนก็ดู Ad. เมืองนอกน้อย ไปงานก็ไม่สนใจดู มี internet ก็ไม่เข้าไปดูงานชาวบ้าน มันก็เป็นปัญหา เหมือนคุณกำลังจะขึ้นเขาเอเวอเรสต์ คุณก็ต้องฝึกร่างกายให้แข็งแรง จะหวังวิ่งปื๊ดเดียวแล้วชนะเลย มันก็อาจจะได้ แต่ไม่ทุกครั้งไง คุณต้องฝึกฝนร่างกาย หารองเท้าที่เหมาะ ซ้อมเทคนิคเดินหน้าถอยหลัง ต้องใส่ใจในรายละเอียด แล้วก็มองทุกอย่างเป็นทีมเวิร์ก

ถาม: ดูเหมือนคุณจะเป็นช่างภาพชาวไทยคนเดียว ที่ไปดูงานที่คานส์ทุกปีเกือบ 10 ปีแล้ว คุณตั้งใจไปดูอะไร
ตอบ: ตอน แรกก็อยากไปดูเพราะรู้ว่างานมันเจ๋ง ไปถึงก็ได้เรียนรู้ว่า เมืองนอกเขาทำงานกันแบบนี้ Ad.จริงตัวหนังสือยุ่บยั่บเลย แต่ส่งประกวดมันตัดออกหมด เหลือแค่บรรทัดเดียว ก็รู้วิธีการ เหมือนกับเรารู้ว่าจะไปคุยกับฝรั่งต้องเรียนภาษาอังกฤษก่อน
        เวลาดูงาน ผมจะดู 2-3 รอบ รอบแรกดูรูป สวย-ไม่สวยอย่างเดียว รอบสองดูไอเดียว่ารูปมันซัพพอร์ตไอเดียยังไง ถ้าเราถ่าย เราจะถ่ายได้ดีกว่านั้นไหม รอบสามก็เลือกดูเฉพาะรูปที่เราชอบว่ามันถ่ายยังไง ดูงานรวมๆ แล้วก็พอจะเดาได้ว่าเทรนด์ปีหน้ามันน่าจะไปทางไหน

ถาม: ดูจากหนังสือไม่พอหรือ?
ตอบ: บางครั้งหนังสือมันก็ช้าเกินไป ไม่สดแล้ว หรืออย่างงานโปรตุเกส มันก็ไม่ลงหนังสืออังกฤษ แล้วจะไปดูที่ไหน ข้อดีของการไปคานส์อีกอย่างก็คือ ทำให้เราได้เห็นงานทั้งหมดที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย แล้วก็ทำให้เราได้เห็นงานทั้งหมดที่มีคนส่งเข้ามา ถ้าทั้งงานมีคนส่งเข้ามา 3 พันชิ้น เราก็จะได้เห็นงานทั้งหมด ได้เห็นว่างาน 2 พันชิ้น มันตกรอบเพราะอะไร บางคนก็เอาวิธีนี้ไปเป็นบ่อเกิดของไอเดีย เก็บเอา Ad. ที่ตกรอบไปคิดต่อก็มี อันนี้ไม่ว่ากัน ถ้าเราซื้อบุ๊กที่เป็นหนังสือรวมงานรางวัล มันก็จะลงแค่งานที่ได้ โกลล์ ซิลเวอร์ บรอนซ์ งานที่ผ่านเข้ารอบแต่ไม่ได้รางวัลก็หายไปแล้ว
        การไปคานส์ก็เหมือนกับไปพีอาร์ตัวเองเหมือนกันนะ ปีแรกๆดูเสร็จก็ไปเที่ยว ช้อปปิ้ง หลังๆเริ่มคิดว่าเราก็ได้คานส์มาหลายปีแล้ว ก็ทำ portfolio เป็นโปสการ์ดไปยืนแจกเองหน้างานเลย พวกเอเจนซี่เห็นก็ขำๆ บอกว่า พี่นุแม่งบ้า ผมก็บอกกูไม่สนหรอก นี่คือโอกาส เรามีของดี ก็โชว์หน่อยสิวะ ทำไมไม่ใช้โอกาสให้เต็มที่ บัตรเข้างานก็ไม่ใช่ถูกๆ ราคาเกือบแสนบาท นี่ยังไม่รวมค่าโรงแรม ค่าเครื่องบินอีกนะ

ถาม: ตอนที่ไปยืนแจกนั้น คุณได้โกลล์หรือยัง
ตอบ: ได้แล้ว เริ่มมีคนรู้จักบ้างแล้วด้วย

ถาม: ไม่อายหรือครับ
ตอบ: อายทำไม ก็เราเก่งนี่ เราต้องเชื่อก่อนว่าเราเก่ง เรามีของดีก็ต้องแจก มีคนชอบว่าผมผมแม่งขี้โม้ ก็ผมไม่มีพีอาร์นี่ เหมือนผมเป็นนักร้องลูกทุ่ง ผมจับไมค์ได้ก็ไม่ปล่อย ร้องเสียงดังเลย แต่ขอโทษ ร้องเพราะ (หัวเราะ) มีคนเคยบอกว่าอนุชัยแม่งพูดมาก พูดอย่างโน้นอย่างนี้ แต่สิ่งที่พูดมันทำได้หมด อันนี้เขาพูดนะ ไม่ใช่ผมพูดเอง

ถาม: ถ้ามีคนบอกว่างานชิ้นที่โกลล์จากคานส์ อย่าง กล่อง FedEx หรือ ขวานไม่มีด้าม ก็ถ่ายไม่ได้ยากอะไร ใครๆก็ถ่ายได้ คุณจะว่ายังไง
ตอบ: ก็มีคนบอกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่มันก็มีคำถามว่า ทำไมเจ้าของงานเขาถึงไม่ให้คุณถ่ายล่ะ? ทำไมต้องให้อนุชัยถ่าย เพราะเขาเชื่อในอะไรบางอย่างหรือเปล่า

ถาม: แล้วกับคนที่บอกว่าอันดับโลกของคุณมาจาก สแกมแอด (งานโฆษณาที่ทำเพื่อส่งประกวดโดยเฉพาะ ไม่ได้ถูกใช้จริง) ล่ะ คุณคิดว่าไง
ตอบ: งานที่ลงใน Archive หรือที่ส่งประกวด มันก็คือสแกมแอดทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าเราทำสแกมแอดคนเดียว แต่มันวัดจากคนที่สแกมแอดทั่วโลก ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่แอดของเราสแกมหรือไม่สแกม แต่อยู่ที่ชิ้นงานของเรามันถูกพัฒนาไปแค่ไหน เหมือนดาบวิชัยที่ไปปลูกต้นไม้ในที่หลวง แทนที่จะไปปลูกในป่า มันก็คือการเล่นนอกกติกาเหมือนกันนะ แต่เขามองอีกแบบ ถนนแม่งร้อน กูอยากมีต้นไม้ แล้ววันนึงเขาก็ชนะ ไม่ต้องทำแบบ วันนี้เรามาปลูกต้นไม้จริงในที่ที่เราจัดให้กันเถอะ
        การติด Ranking อันดับหนึ่ง มันเป็นแค่เปลือก อย่าไปยึดติดกับมันเลย ถึงงานคุณไม่ได้รางวัลที่หนึ่ง แต่คุณทำงานสวย ทำงานดี คนก็เห็น คนให้รางวัลเขาคงมีเจตนาดีเพื่อเป็นเกียรติให้กับคนที่ทำงานคุณภาพ ให้คนจดจำ เป็นกำลังใจให้มากกว่า แต่คนก็ไปลุ่มหลง ไปยึดติด ไปทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้มา ถ้าใครมาที่ออฟฟิศผม จะเห็นว่ารางวัลไม่ค่อยถูกโชว์ตามผนังนะ ไม่เหมือนออฟฟิศคนอื่น ผมมองรางวัลเป็นแค่สิ่งที่ใช้พิสูจน์ตัวเอง ไม่ต้องไปโชว์คนอื่น แค่เรารู้ก็พอ แต่ในแง่ของธุรกิจก็ต้องโชว์บ้าง ก็เอาแค่ตามสมควร ผมเคยเอารางวัลทั้งหมดมาเรียงกันเล่นๆ ขอโทษ เต็มสตูฯ นี้จริงๆนะ ตอนที่ Campaign Brief มาสัมภาษณ์ เขาลองรวบรวมงานทั้งหมดที่ผมเคยได้ มีประมาณ 200 รางวัล

ถาม: ตอนนี้การได้หรือไม่ได้รางวัล ไม่มีผลกับคุณแล้ว?
ตอบ: ในฐานะส่วนตัว เวลานี้ผมไม่ค่อยรู้สึกกับมันมาก แต่ในฐานะของออฟฟิศ มันก็จำเป็นต้องมีชื่ออยู่ใน Award ต่างๆ ก็เหมือนกับมีคนบอกว่าภูกระดึงน่าขึ้นนะ วันนึงเราก็ขึ้นไปถึง แต่ก็ไม่ได้ขึ้นมาแล้วบอกว่ากูจอง กูจะขึ้นมายึดทุกปี แค่เป็นประวัติศาสตร์ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราก็เคยขึ้นมาเหมือนกัน
        ผมพูดเสมอว่า ได้รางวัลใหม่ๆมา ชีวิตผมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแล้ว ถ้าผมได้รางวัลมาอีกสักตัวก็ไม่ได้ทำให้ Art Director ทั้งประเทศเลิกส่งงานเฮ้าส์อื่นมาส่งให้อนุชัยคนเดียว หรือสมมุติว่าเป็นไปได้ ผมมีมือ 2 มือ 24 ชั่วโมง ก็ทำไม่ได้อยู่ดี ถ้าจะเปลี่ยนก็อาจจะทำให้มีงานจากต่างชาติเข้ามามากขึ้น ได้งานที่ยากขึ้น ไม่เหมือนพวกครีเอทีฟที่รางวัลคือเส้นทางสู่ความสำเร็จ สู่การเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือน ซื้อตัวข้ามเอเจนซี่ และสแกมแอดก็คือเส้นทางลัด บางคนเลยคิดทำแต่สแกมแอด ไม่ยอมทำงานจริง แต่ผมน่ะทำหมด ทั้งงานจริง งานสแกม ถ้ามันเป็นโจทย์ที่ดี
        ผมอยากเห็นงานสวยๆ มันสร้างความอิ่มเอิบให้กับเรา เชื่อไหมบางคืน ผมเอางานที่ Print ออกมาเรียงกัน แล้วนั่งดูอยู่ในห้องเป็นชั่วโมงๆ ชื่นชมอยู่คนเดียวว่า โอ้โห เราทำอย่างนี้ได้เเหรอวะ เจ๋งว่ะ คือไม่ต้องมีใครมาสนใจผม แค่ผมได้นั่งดูมันคืนเดียวก็มีความสุขแล้ว แล้วมันก็เป็นเหมือนอัตโนมัติว่า งานดีเดี๋ยวเราก็เอาไปทำอะไรต่อได้อีกเยอะเลย ผมไม่เคยคิดว่าปีนี้ต้องทำให้ได้รางวัล ต่อให้งานบางชิ้นไม่ดี โจทย์ไม่น่าสนใจ ผมก็ใช้คุณภาพเท่ากัน ไม่ใช่ว่าอันนี้โจทย์ไม่ดีใช้ฝีมือ 60%พอ เพราะอย่างน้อยมันก็เป็น Portfolio เรา ผมผ่านช่วงเวลาของการบ้ารางวัลมาได้ 10 ปีแล้วมั๊ง

ถาม: คุณไม่ได้หวังรางวัลจากสแกมแอดจริงๆหรือ
ตอบ: ผมแค่เห็นว่างานนี้น่าทำ ได้ทดลอง ได้โชว์ความสามารถของเรา อย่าลืมว่าอาชีพของเราคือ ช่างภาพ การต่อยอดของอาชีพเราคือ การโชว์สิ่งที่ใหม่ เหมือนกับแบรนด์เสื้อผ้าที่ปีนึงต้องมีแฟชั่นโชว์หนนึงเพื่อให้เห็นว่าเรามี พัฒนาการไปถึงไหนแล้ว ก็เหมือนกัน มีงานเข้ามา งานนี้ detail เยอะ ต้องทำโว้ย เพราะเรารู้ว่าทำออกไปแล้วต้องมีคนพูดถึง ถ้าเราทำดีนะ ส่วนจะได้รางวัลหรือเปล่านั้นเป็นปลายทางที่เราไม่รู้

« Last Edit: January 12, 2009, 05:19:40 PM by bootoshop » Logged
« Reply #1 on: January 12, 2009, 05:09:05 PM »
bootoshop Offline
etc F/2.8

View Profile WWW Email
*

etc skills 28
Gender: Male
Posts: 85





ถาม: ที่ผ่านมาคุณเสียอะไรให้สแกมแอดบ้าง
ตอบ: เสียเวลา เสียเงิน ผมเคยลองกดเครื่องคิดเลขดู ปีนึงหายไป 5-6 ล้านได้มั๊ง ค่าโปรดักชั่นของงานจริงชิ้นนึงอาจจะอยู่ที่ 2-3 แสนบาท แต่งานสแกมบอกว่ามีอยู่ 2-3 หมื่น ช่วยหน่อย ถ้าน่าสนใจผมก็ทำให้ แต่ผมขอปรับ Layout เป็นแบบนี้ได้ไหม ผมพยายามจะบอกอาร์ตไดฯ ว่างานชิ้นนี้อยากให้คิดว่าเราทำงานกันเป็นทีมเดียวกัน เหตุที่ต้องติ ต้องคอมเมนต์ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าการพูดแบบนี้เขาจะเกลียดเรา มันก็มีคำถามตัวใหญ่ๆว่า รู้ว่าเกลียด แล้วทำไมยังเสือกทำอย่างนี้อีก เจตนาก็คือผมอยากให้น้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่ทำงานชิ้นนี้ด้วยกันไปถึงรางวัล ซึ่งการคิดไม่ตรงกันบางครั้งมันก็เสียความรู้สึก

ถาม: คิดยังไงบ้างที่ช่วงนี้แอดประกวดของไทยมีแต่โฆษณาไฟฉายกับปุ๋ย
ตอบ: ผม พึ่งไปตัดสินรางวัลแอดแมนมา ก็ยังแซวกันเลยว่าปีนี้ประเทศไทยไฟฉายขายดี อาจเป็นเพราะครีเอทีฟเห็นงานที่ได้รางวัลจากแอดเฟสแล้วคิดว่ามีโอกาสที่จะ ทำได้ดีกว่า ก็เลยทำมาถล่มกันใหญ่ แต่ลืมไปว่างานชิ้นนี้มันมีศักดิ์ศรี มันได้รับการยอมรับมาแล้วในระดับหนึ่ง เหมือนนางงามที่ได้มงกุฎมาแล้วมาแล้ว คุณก็ต้องไปหาผู้หญิงที่สวยกว่า แต่บางงานผมเห็น Layout แล้วบอกได้เลยว่าไม่สามารถพูดอย่างนี้ ครีเอทีฟก็เกลียดผมอีก หาว่าผมชอบยิง Layout ...อ้าว ถ้าคุณรู้ว่าเสียเวลาเสียเงินทำไปแล้วก็จะถูกทิ้ง จะทำไปทำไม

ถาม: รู้ได้ยังไงว่ามันจะถูกทิ้ง
ตอบ: ผมพูดเสมอว่าผมไม่ใช่ครีเอทีฟ แต่อาศัยว่าเห็นมาเยอะ แล้วผมก็เป็นช่างภาพที่เข้าใจไอเดีย ไม่ใช่แค่เห็น Layout แล้วสนุก ยาก น่าทำก็ทำ เพราะบางทีไอเดียมันอาจจะไม่ได้เลย เหมือนผมมีผู้หญิงงามอยู่ในเครื่อง 5-6 คน การที่คุณเอาผู้หญิงมาอีกคนแล้วบอกว่านี่สวยแล้ว แต่ผมรู้ว่าสวยสู้ 6 คนนี้ไม่ได้ นี่แค่ของค่ายผมค่ายเดียวนะ ค่ายอื่นยังมีอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ อย่างนี้ผมก็ต้องบอกว่ายาก

ถาม: ร่ำลือ กันในวงการโฆษณาว่าคุณเป็นช่างภาพคนเดียวในประเทศที่เข้ามามีส่วนร่วมกับงาน ครีเอทีฟเยอะมาก ยิงไอเดียของครีเอทีฟทิ้งก็บ่อย ในขณะที่ช่างภาพคนอื่นๆทำหน้าที่แค่ถ่ายภาพ
ตอบ: ผมอยากให้มองว่าเป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีม ผมก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งในทีมที่สามารถออกความคิดเห็นได้ คอมเมนต์ได้ แล้วก็ยอมรับได้ เพื่อให้งานออกมาถึงเป้าหมายที่สุด เหมือนคุณจะปลูกบ้าน คุณก็ต้องไว้ใจสถาปนิก ในขณะเดียวกันเจ้าของบ้านอยากได้อะไร สถาปนิกก็ต้องฟัง
        ถ้าเป็นอาร์ตไดฯ ที่สนิทกัน ผมจะคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา วิธีเล่าเรื่องหรือโครงสร้างไอเดียของคุณ มันมาถูกทางแล้วนะ แต่ผมขอปรับวิชวล เพราะวิชวลคุณมีปัญหา บางครั้งเราก็เห็นในรายละเอียด น่าจะปรับตรงนี้เพราะจะได้ไม่มากวนไอเดียหลัก หรือบางครั้งผมก็ล้ม Layout ทิ้งเลย แล้วเสนอว่าอย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ บางคนก็รับฟัง เพราะเป็นมุมที่เขามองไม่เห็น แต่ถ้าอยากให้ผใทำงานตาม Layout นี้ก็ได้ แต่ผมจะบอกเลยว่า ถ้ามีแค่นี้เสร็จอีกชิ้นที่ผมเพิ่งทำไปแน่

ถาม: ภาพถ่ายที่ดีในงานโฆษณาต้องเป็นยังไง
ตอบ: ต้องรับใช้ไอเดีย ภาพสวยอย่างเดียวใครๆก็ถ่ายได้ อย่างโฆษณากระดาษทิชชู่บอกว่าซับความมันได้ดีเหมือนเอาหมูมาบิดน้ำมันออกมา ภาพถ่ายก็ต้องทำให้เรารู้สึกถึงไอเดียนั้นได้ อย่างงานทามิย่า ผมเคยเล่นทามิย่ามาก่อน รู้ว่าแม่งโคตรใช้สมาธิเลย ต้องเนี้ยบกับมันมาก รักอย่างเดียวไม่พอ ต้องรักสุดหัวใจ แล้วอุปกรณ์บนโต๊ะมันรกมาก ภาพที่ออกมาก็เลยให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในที่รกๆ คลั่กๆ แต่ว่าโคตรเนี้ยบเลย ถนนเนี้ยบ ทุกอย่างเนี้ยบไปหมด ถ้าไม่มี detail เหล่านี้ความเหมือนจริงของทามิย่ามันก็จะไม่ออกมา

ถาม: รูปถ่ายแบบไหนที่ไม่รับใช้ไอเดีย
ตอบ: เรียกว่ารับใช้ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ดีกว่า อย่างเช่น โฆษณากล้องถ่ายรูปตัวนึงบอกว่ากล้องตัวนี้ละเอียดหลายล้าน pixel ขยายรูปได้ใหญ่ อาร์ตไดฯ ก็เลยคิด Layout มาว่าเป็นโต๊ะทำงานมีคลิปหนีบรูปโปสการ์ดตั้งอยู่ เป็นคลิปขนาดปกติ แต่รูปถ่ายขนาด A3 ใหญ่เว่อร์ไปเลย ผมก็บอกว่ามันไม่ดีพอ วิธีไม่ได้ใหม่ แค่บอกอย่างตรงไปตรงมา ผมก็พูดผ่านวิธีอื่น เป็นในห้องเขียนดรออิ้งภาพนู้ด คนอื่นเขียนห่างกันหมดเลยนะ แต่มีคนนึงนั่งหน้า เขียนใกล้มาก หน้าไปจ่ออยู่ตรงนั้นของผู้หญิงเลย แล้วรูปที่เขียนออกมาก็เป็นดำๆหมดเลย เหมือนกับว่า pixel เยอะ ขยายได้ใหญ่ คร็อปไปแล้วก็ยังเห็น detail ลึก มันคือไอเดียเดียวกัน แต่วิชวลไม่เหมือนกัน แล้วมาด่ากันว่าผมชอบยิง Layout ทิ้ง ถามว่าคุณเห็นวิชวลแล้วคุณว่าอันไหนแปลกใหม่ น่าจะได้รางวัลล่ะ

ถาม: อันนี้มันก็เหมือนคุณยิงไอเดียเขาทิ้งแล้วคิดใหม่จริงๆ ไม่ใช่หรือ
ตอบ: วิชวลต้องทำหน้าที่ของมันไง เหมือนกับเวลาทำหนังโฆษณา ส่งสคริปต์ไปให้ผู้กำกับ พอผู้กำกับแก้สคริปต์เปลี่ยนวิธีเล่า ก็บอก โหย เก่งว่ะ ตบมือกันใหญ่ แต่พอเป็น Print Ad. กลับหาว่าผมเรื่องมาก

ถาม: ช่วงนี้คุณตื่นเต้นกับงานประเภทไหน
ตอบ: ส่วน ใหญ่มันบอกไม่ได้หรอก เพียงแต่เรารู้สึกได้ว่าเห็น Layout แล้วมันใช่ มันสื่อสารกับเรา เหมือนเราเห็นคนสวยมาเยอะ แล้ววันนึงมีคนสวยเดินมาหา เราก็รู้เลยว่าถ้าแต่งอีกนิดนะ มีลุ้น

ถาม: คุณรู้ตัวเมื่อไหร่ว่า ไม่อยากถ่ายงานเหมือนเรเฟอเรนซ์แล้ว
ตอบ: มีอยู่วันนึง คุณสุทธิศักดิ์ (สุจริตตรานนท์) ถามผมว่าทุกวันนี้ยังดูงานคนอื่นอยู่ไหม ผมก็บอกดูงานน้าคนนั้น น้าคนนี้ เขาก็ถามว่าดูแล้วรู้สึกยังไง ผมก็บอกบางทีดูเสร็จตั้งไฟถ่ายเลย อยากทำเหมือนเขา คุณสุทธิศักดิ์บอกเลย มึงไม่รุ่ง มึงจะไปรุ่งได้ยังไง ในเมื่อไปทำตามเขา ไปลอกเหตุการณ์วันนั้นของเขามา ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวตนที่แท้จริงของเรา เขาถามผมว่ารู้จัก อเล็กซ์ ไคคอฟ รู้จัก นาดาฟ แคนเดอร์ ไหม ผมบอกไม่รู้จัก เขาถามว่าที่บ้านมี Archive ทุกเล่มไหม ผมบอกมีไม่ครบ เขาก็หามาให้แล้วบอกว่า เอ็งไปเปิดดูเองก็แล้วกันว่าไอ้ 4-5 คนที่เขาเอ่ยชื่อมาตอนนั้นมันเป็นใคร ปรากฎว่ามันเป็นช่างภาพสิงคโปร์ที่ถ่ายงานที่เราชอบ ส่วนนาดาฟเราชอบงานมันมาตั้งนานแล้ว แอบเอามันเป็นครูมาตลอด ผมก็ไปบอกคุณสุทธิศักดิ์ไปว่า พี่ ผมรู้แล้ว เขาก็ถามเลยว่า อนุชัยจะสู้คนพวกนี้ได้ไหม โห ถ้าวันนั้นผมตอบว่าสู้ได้ ก็เหี้ยเลยนะ (หัวเราะ) มันก็เกินไป ผมก็เลยบอกว่า ผมแค่อยากเกาะท้ายๆมันไป เขาก็บอก เออ ดี ตั้งแต่นั้นมาผมก็อยากเก่งเหมือนคนพวกนี้ ก็ต้องทำอะไรกับตัวเองแล้ว ตอนนั้นเลิกดูงานน้าๆหมดเลย ไม่สนใจเลย ไม่ใช่ไม่ชอบนะ แต่กลัวติดสไตล์
        อีกอย่างผมมาจากสาย Fine Art เวลาคิดงานก็ไม่ชอบคิดเหมือนคนอื่นอยู่แล้ว สมมุติ ถวัลย์ (ดัชนี) ทำเรื่องกล้ามเนื้อไปแล้ว ถ้าคุณทำแบบถวัลย์ คุณก็สู้ถวัลย์ไม่ได้

ถาม: คุณได้เรียนรู้อะไรจากการดูงานของ นาดาฟ แคนเดอร์
ตอบ: ยุค นึงงานถ่ายภาพของเขามีลายเซ็นชัดเจนมาก เห็นแล้วรู้เลยว่านาดาฟถ่ายแน่นอน ตอนหลังเขาเคยให้สัมภาษณ์ในหนังสืออะไรสักเล่ม บอกว่าเขาทำงานให้ดีที่สุดตาม Concept งานนั้นๆไม่มีลายเซ็นแล้ว พอดูงานยุคหลังๆก็เดาไม่ได้แล้ว ต้องอ่านชื่ออย่างเดียว พอเห็นชื่อปั๊บ นาดาฟ มึงถ่ายงานอย่างนี้ได้ด้วยหรือวะ หลังจากนั้นผมก็เริ่มปรับชีวิตตัวเอง มันก็มีประเด็นอีกว่า ถ้าถ่ายมีลายเซ็น งานก็จะเข้ามาน้อยลง เพราะถ่ายได้เฉพาะทาง แต่ผมชัดหมดเลย ผมเป็นคนชอบศึกษาอะไรด้วย อยากลองไปหมด ทีแรกก็ถ่ายแค่ของ เป็นงานเอฟเฟกต์ล้วนๆ จนได้มาถ่ายภาพคน แล้วก็มาลองถ่ายอาหาร ถ่ายรถ เวลาถ่ายอะไร ผมก็อยากถ่ายให้เก่ง จับอะไรก็ต้องเอาให้สุด ก็เลยถ่ายได้หมด นี่คือสิ่งที่ได้จากนาดาฟ เรากำลังทำงานโฆษณา เราต้องไม่ยึดติดกับสไตล์ เราต้องคิดและซัพพอร์ตไอเดียนั้นให้ดีที่สุด ไม่ใช่เอาสไตล์ของเราไปเป็นที่ตั้ง

ถาม: ถ้าไม่มีสไตล์ งานช่างภาพโฆษณาก็เหมือนคนปิดทองหลังพระ ถ่ายดียังไงก็ไม่ดัง ไม่เหมือนช่างภาพแฟชั่นน่ะสิ
ตอบ: มัน ก็ดังอยู่แต่ในเวทีของเรากันเอง ไม่กว้างเท่าช่างภาพแฟชั่น ช่างภาพแฟชั่นเดี๋ยวนี้ยิ่งสบาย เพราะว่าถูกซัพพอร์ตไปทุกอย่าง หนังสือก็ลงชื่อ มีการพีอาร์ สัมภาษณ์ลงหนังสือ งานทีวี งานแฟชั่นก็ได้ออก แต่ช่างภาพโฆษณาไม่ลงชื่อ ที่น่าแปลกใจก็คือ Ad. เมืองนอกดังๆบางชิ้นจะมีชื่อช่างภาพติดอยู่มุมนึง แต่บ้านเรามันไม่ใช่
        อย่างงานประกาศผลรางวัล BAD Award, Tact Award หนังโฆษณาเรื่องไหนได้รางวัล เบสต์ออฟโชว์ สื่อก็ไปรุมสัมภาษณ์ผู้กำกับ แต่พอเป็น Print (โฆษณาสาขาสิ่งพิมพ์) กลับสัมภาษณ์แต่ครีเอทีฟ ไม่สัมภาษณ์ช่างภาพ โปรดักชั่นเฮ้าส์ที่ทำ

ถาม: สำหรับคุณ งานแบบไหนที่เรียกว่ายาก
ตอบ: งานที่เป็นนามธรรมแบบนึกไม่ถึง อย่างโจทย์ที่เอาหมูหันมาบิดให้เหมือนบิดผ้าที่เปียกน้ำ เพื่อเอาน้ำมันออกเนี่ย ยากนะ เพราะหมูมันบิดจริงไม่ได้ มันต้องใช้จินตนาการก่อน แล้วค่อยเอาเอฟเฟกต์เข้ามาช่วย
Logged
« Reply #2 on: January 12, 2009, 05:12:30 PM »
bootoshop Offline
etc F/2.8

View Profile WWW Email
*

etc skills 28
Gender: Male
Posts: 85






ถาม: แล้วงานจิ๊ปชิ้นหัวใจล่ะ คุณทำยังไง
ตอบ: โจทย์ของงานนี้ก็คือ มีป่าอยู่ในสายเลือด อาร์ตไดฯ ก็ไปหาภาพเส้นเลือดจริงๆมาให้ เขาอยากทำเส้นเลือดให้มีฟอร์มเหมือนต้นไม้ แต่ผมว่าไม่ใช่ เพราะเส้นเลือดมันมีฟอร์มเหมือนรากไม้อยู่แล้ว ผมว่ามันน่าจะมองไกลๆเป้นเส้นเลือด แต่พอมองใกล้ๆเป็นต้นไม้มากกว่า เขาก็ยอม เมื่อก่อนผมพึ่งเทคนิคเยอะมาก เดี๋ยวทำ CG. รีทัช ตัดแปะในคอม ตอนหลังก็เริ่มบ้าๆ สนุกๆ เหมือนย้อนกลับ คือเน้นถ่ายจริงให้มากที่สุด ก็อยากจะม็อกอัพให้เหมือนจริงที่สุด แต่มันยากตรงที่ต้นไม้ทรงนี้มันไม่มี ก็เลยต้องเปลี่ยนมาใช้รากต้นไม้ หาอยู่ 2 เดือน ให้ลูกน้องไปซื้อต้นไม้มาขุดดูรากเยอะมาก ก็ไม่ได้ จนวันนึงผมถ่ายงานชาเขียวยี่ห้อนึง แล้วทิ้งต้นชาไว้หน้าบ้าน บังเอิญหมามันไปทำกระถางแตก แล้วมันก็คุ้ย เราเลยเห็นว่า เฮ้ย! รากแม่งเหมือนต้นไม้เลย ก็เอารากชานี่แหล่ะ แล้วก็สั่งลูกน้องให้ม็อกอัพให้เหมือนจริงที่สุด นั่งตัดเป็นหัวใจ มือ เท้า อยู่ 2 วัน แล้วเอาไปบิดช่วยในคอมอีกนิดหน่อย เสียเวลาหน่อยก็ตรงต้องมาเปลี่ยนสีให้เหมือนเส้นเลือด เพราะเส้นเลือดฝอยมันเป็นพันๆเส้น เป็นงานที่เหนื่อยแต่ก็คุ้ม ผมเรียกงานแบบนี้ว่า คราฟต์ขย่ม คือเห็น Layout แล้วไอเดียอาจจะไม่แรงมาก แต่พอได้คราฟต์เข้าไป มันก็ส่งให้งานน่าสนใจ มีอะไรขึ้นมาทันที

ถาม: คุณพูดเสมอว่าชอบถ่ายงานสไตล์ใหม่ๆที่คนอื่นเขาไม่ค่อยถ่ายกัน คุณเป็นคนชอบความเสี่ยงหรือ
ตอบ: เรียกว่ากล้าดีกว่า กล้าที่จะนำบางสิ่งใหม่ๆมาใช้ พอ มีอะไรที่มันผิดปกติไปจากที่เราเคยเห็น มันก็ตอบไม่ได้หรอกว่าคนจะยอมรับหรือต่อต้าน แต่ต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์กันแน่นอน มันก็ต้องใช้เวลา ถ้าคนชอบ มันก็จะกลายเป็นเทรนด์ บางอย่างที่มันใหม่มากๆ เราก็ต้องใช้ประสบการณ์มาตัดสิน เหมือนสถาปนิกสร้างบ้านแบบธรรมดามาเยอะแล้ว ก็อยากสร้างแบบแปลกๆ ถามว่ามันจะพังไหม มันก็ไม่พังหรอก เพราะเราใช้ประสบการณ์เดิมๆมาซัพพอร์ตอยู่ แต่พอเป็นรูปทรงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน คนก็กลัว

ถาม: คุณชอบที่จะต่างจากคนอื่น
ตอบ: ใช่ คาแรกเตอร์ผมเป็นอย่างนั้น แต่ประเด็นไม่ใช่ต้องการอยู่เหนือคนอื่น แต่เป็นเรื่องที่เราต้องพัฒนาตัวเองทุกวัน อย่างผมทำเซรามิก ทำรีสอร์ท ผมก็มองว่าเซรามิกหน้าตาเดิมๆมันเป็นยังไง รีสอร์ทแบบเดิมๆมันหน้าตายังไง ก็อยากทำอะไรที่แตกต่าง ส่วนจะเกิดผลกระทบต่อคนอื่นรึเปล่า ผมไม่ได้คิดถึงตรงนั้น

ถาม: ได้ไอเดียในการคิดงานมาจากไหนบ้าง
ตอบ: ดูหนัง ฟังเพลง ดูละคร อ่านหนังสือ มันจะมาเองโดยอัตโนมัติ แล้วก็จากการพูดคุยกับอาร์ตไดฯ จู่ๆมีคนเอาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อนี้มาให้ถ่าย บอกช่วยคิดหน่อย ผมคิดไม่ได้นะ ต้องมี Layout แรกมาก่อนว่าอาร์ตไดฯ คิดอะไร จะบอกอะไรกับผม แล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ ผมว่าอย่างนี้ พี่ว่าดีไหม ไอเดียมันจะหลุดออกมาเอง

ถาม: ช่วงนี้ทำงานวันละกี่ชั่วโมง
ตอบ: ไม่ แน่ วันนี้เลิกเร็วหน่อยประมาณทุ่มนึง ปกติก็ไม่แน่ สี่ทุ่ม ตีสอง ตีสาม เช้า ขึ้นกับคิว บางวันก็มีถ่าย 3 งาน หรือไม่ก็ถ่าย 2 รีทัช 1 บางวันก็นั่งหน้าจอ Present งานให้ลูกค้าดูทั้งวัน เสาร์อาทิตย์ถ้าเลี่ยงได้ก็พยายามเลี่ยง ยกเว้นว่าเป็นงานน้องๆ พี่ๆ ที่คุ้นเคยกันจริงๆ

ถาม: เป็นถึงเจ้าของบริษัทที่มีพนักงานตั้งครึ่งร้อย คุณยังต้องลงมือทำเองเยอะขนาดนี้เลยหรือ
ตอบ: แต่ผมสนุกนะ ผมไม่ได้มองว่างานหนัก แต่สนุกกับการที่ได้เห็นผลลัพธ์ของงานออกมาสวย เราก็แฮปปี้ ถ้ามองกันที่ประเด็น ก็ต้องทำงานหนักสิ ถ้าไม่หนักแล้วจะมีวันนี้ได้ยังไง

ถาม: งานง่ายๆ อย่างถ่ายชิ้นพิซซ่าคุณก็ยังถ่ายเอง งานแบบนี้ยังท้าทายคุณอยู่อีกหรือ
ตอบ: มันเป็นเรื่องของการซัพพอร์ตลูกค้า คือออฟฟิตนี้มันถูกเซตมาอย่างนี้ไงว่าที่นี่อนุชัยถ่ายด้วยรีทัชด้วย ทูอินวัน มันเป็นลายเซ็นแบรนด์ของผม ถ้าผมตาย ออฟฟิศนี้ก็เจ๊งนะ มันเป็นอาร์ตมาก เหมือนลูกค้าต้องการช่างทองคนนี้ ถ้าคนนี้ไม่ทำก็เปลี่ยนไปทำเจ้าอื่น ก็แปลก ทั้งๆที่มือสอง-มือสามของผมเก่งกว่าคนที่คุณจะไปเลือกอีก ก็กลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนอยากให้ผมถ่าย เหมือนที่ทุกคนอยากให้ ต่อ (ธนญชัย ศรศรีวิชัย) ถ่ายหนังโฆษณาให้

ถาม: แต่ว่าคุณต่อเขาเลือกทำเฉพาะหนังโฆษณาที่มีสตอรี่บอร์ดดีๆ เท่านั้นนี่
ตอบ: ถ้าผมเป็นผู้กำกับหนังโฆษณา ผมก็จะทำแบบนั้น เพราะเม็ดเงินมันเยอะกว่า Print ถ้ากำกับอย่าง ม่ำ (สุธน เพ็ชรสุวรรณ) ค่ากำกับเรื่องนึงอาจจะครึ่งล้านหรือล้านนึงไปแล้วด้วยซ้ำ เดือนนึงทำ 5 เรื่องได้แล้ว 5 ล้าน ไม่ต้องลงทุนอะไรด้วย เพราะบริษัทจัดการให้ ส่วนของผมกว่าจะได้ 5 ล้านต้องทำ Print กี่สิบชิ้นก็ไม่รู้

ถาม: มีงานจากเมืองนอกเข้ามาเยอะไหม
ตอบ: มีเป็นช่วงๆ ผมมี บริษัทรีมิกซ์โคเรีย ก็มีงานจากเกาหลีเข้ามาเรื่อยๆ แล้วก็มี งานลีวายส์ จากสิงคโปร์ แคมเปญที่แล้วมันบินไปให้ นาดาฟ แคนเดอร์ ถ่ายที่อังกฤษ ส่วนแคมเปญนี้มันให้อนุชัยถ่าย แล้วมันก็บอกอีกว่าคราวที่แล้วนาดาฟถ่ายสวยนะโว้ย ก็กดดันพอสมควร เม็ดเงินก็เยอะ เงินไม่ใช่สิ่งที่เราแฮปปี้เสมอนะ เมื่อไหร่ที่เงินเยอะ แปลว่าทุกรายละเอียดเราต้องรับผิดชอบสูงมาก พลาดไม่ได้ ต้องทำให้เขายอมรับให้ได้ว่าเราก็มีฝีมือ แล้วก็มี งาน FedEx ของฟิลิปปินส์ ที่เหลือมันเป็นความท้าทายในรูปแบบอื่นๆที่ไม่ใช่รางวัล โจทย์คือทำให้ชาวต่างชาติยอมรับและชอบงานของเราแล้วกลับมาทำอีก คือภูมิใจแล้ว

ถาม: ช่างภาพเป็นอาชีพที่ต้องตามเทรนด์อยู่ตลอดเวลา...
ตอบ: ทุกอย่างในโลกนี้ต้องตามเทรนด์อยู่แล้ว

ถาม: ช่างภาพอายุ 40 ถือว่าเริ่มพ้นวัยแล้วหรือยังครับ
ตอบ: มันก็เริ่มแล้ว ก็ต้องฝึกความเก๋า ต้องรู้เรื่องอะไรที่เด็กๆชอบ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ต้องยีนส์ ต้องสีเข้มๆ สมัยก่อนผมมีปัญหาเรื่องงานแฟชั่นกับลูกค้าเหมือนกันนะ เมื่อก่อนอนุชัยแต่งตัวเหี้ยกว่านี้อีก ลูกค้าเขาเคยเจอแต่ช่างภาพแฟชั่น ถ้าไม่เป็นเกย์ไปเลยก็เป็นพวกหน้าตาดี ตัดผมเข้ากับสมัย หัวเราก็ล้าน หน้าตาเราก็ไม่ได้หล่อ ลูกค้าก็มีคำถามว่าไอ้นี่มันจะถ่ายงานแฟชั่นได้สวยหรือวะ จนเราต้องบอกว่า คุณอย่ามองข้างนอกเลย ข้างในผมเดิร์น ผมตอบคุณรได้เลยว่านาทีนี้เขานิยมปากสีอะไร เสื้อผ้าแบบไหนกำลังมา แต่ลูกค้าไม่เชื่อไง เพราะเขาเคยเจอแต่สไตลิสต์แบบที่เป็นกระเทยแต่งหน้า ใส่หมวก ใส่รองเท้าบู๊ตมาทำงาน ทุกวันนี้ก็ยังมีคนสงสัยว่าผมถ่ายงานสวยๆอย่างนี้เป็นด้วยเหรอ อ้าว กูก็เดิร์นนะโว้ย

ถาม: ทุกวันนี้คุณอัพเดทตัวเองยังไง
ตอบ: ผม ชอบดูช่องดิสคัฟเวอรี่ ดูพวกเทคโนโลยี ยิ่งอะไรที่เป็นสมัยใหม่ ผมยิ่งโคตรชอบดูเลย เดือนนึงผมซื้อหนังสือ 3 หมื่นกว่าบาท เป็นหนังสือแต่งบ้านครึ่งนึง ที่เหลือเป็นหนังสือแฟชั่น ดูแล้วก็โยนทิ้ง เพราะเราเป็นศิลปิน ดูแล้วประยุกต์เป็นความรู้พื้นฐานมากกว่า เราไม่ลอก ผมมองว่าคนที่เป็นครีเอทีฟ เป็นช่างภาพ ต้องดูทุกอย่าง ต้องรู้จักทุกอย่างในโลกนี้ ไม่งั้นคุณจะสื่อสารกับคนอื่นได้ยังไง ถ้ามี Ad. ชิ้นนึงที่บอกว่าพี่เข้าใจไหม ผมต้องการเด็กแต่งตัวเป็นเด็กแนวสยาม เฮ้ย แล้วไอ้เด็กแนวสยามเป็นยังไงวะ คุณก็เสร็จ พี่ผมต้องการเว่อร์ๆ แบบวอลล์เปเปอร์ วอลล์เปเปอร์นี่มันอะไรวะ คุณก็ตายแล้ว

ถาม: คุณมองช่างภาพกับนักรีทัชรุ่นใหม่ในยุคนี้ว่ายังไง
ตอบ: ต้องขยันทำการบ้านเยอะ บางคนทำได้นิดนึงก็ทำเป็นกูเก่ง กูแจ๋วแล้ว มันก็เสร็จ ผมพูดเสมอว่า ผมไม่เคยบอกว่างานผมดีนะ ถ้าหยิบขั้นมาแก้ก็มีปัญหาให้แก้ได้เกือบทุกจุด ทั้งๆที่มันได้รางวัล ตราบใดที่คิดว่าเราเก่ง เราเป็นนัมเบอร์วันเมื่อไหร่ คุณจะถอยหลัง ผมผ่านช่วงนั้นมาหมดแล้ว ช่วงที่เป็นวัยรุ่นผมคิดว่ากูเจ๋ง มองคนอื่นต่ำกว่าเราหมด เราจะอยู่กับที่ ก็เสร็จ แต่ ถ้าบอกว่าวันนี้เรายังไม่เก่ง ยังมีปัญหาต้องแก้ไขอยู่ทุกวัน มันจะทำให้เราต่อยอด อย่างน้อยเราก็จะไม่รู้สึกล้ากับมัน ไม่ใช่ แค่นี้พอแล้ว สูตรเดิม พอได้มาเจอ ไอ้จอร์จ (ธาดา วาริช) ถ่ายงี้ แม่งมาโลกแตก ณัฐ (ประกอบสันติสุข) ช่วงหลังก็ขึ้นไปอีกเสต็ปนึง พี่ใหญ่ (อมาตย์ นิมิตรภาคย์) ยังอยู่ได้เพราะความเก๋า แล้วช่างภาพที่เหลือหายไปไหนหมดล่ะ ก็เป็นเรื่องที่ต้องเอาตัวรอดกันไป

ถาม: ถ้าจะมีช่างภาพและนักรีทัชรุ่นใหม่สักคนทำให้คนอย่างคุณสะดุ้งได้ เขาต้องมีอะไร
ตอบ: ถ้าช่างภาพโฆษณา ก็ต้องเป็นอาร์ตไดฯ ที่ทำรางวัลได้เยอะ แล้ววันนึงลุกขึ้นมารีทัชเองแล้วก็เก่ง ถ่ายรูปดีด้วย เรื่องไอเดียมันเก่งอยู่แล้ว อย่างนี้น่ะน่ากลัว แต่คนพวกนี้ไม่ค่อยอยากออกมาทำหรอก ทำอาร์ตไดฯ สบายกว่าเยอะ มีคนทำงานให้หมด

ถาม: คุณมาถ่ายปกหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กให้ ชาติ กอบจิตติ ได้ยังไง
ตอบ: พี่ชาติเป็นรุ่นพี่ของผมที่เพาะช่าง เป็นรุ่นที่ห่างมากจนไม่เคยเจอกัน ทีแรก พี่วณิช สุขศิริ ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับพี่ชาติ แล้วก็เป็นรุ่นพี่ที่สนิทของผมเป็นคนออกแบบให้ผมถ่าย จนหลังๆก็กลายมาเป็นผมทั้งออกแบบและถ่ายเอง ผมก็คิดแบบงานโฆษณา คือถ้าทำปกนึงแล้วมันอยู่ในหมู่มวลหนังสือที่มีความหลากหลาย ทำยังไงถึงจะให้คนหยุดดูแล้วช็อกคนได้ ก็มี 2 วิธีคือ ทำให้เหี้ยไปเลยคนดูแล้วด่าเลย หรือทำให้สวยไปเลย สุดท้ายผมก็เลือกวิธีที่สวย ชีวิตนี้ผมถูกด่ามาเยอะแล้วไม่อยากโดนด่าอีก (หัวเราะ)
        งานชุดหลังๆ ผมเน้นมาทางปกโทนขาว เพราะหนังสือพวกนี้จะถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นเขาต้องการปกขาวๆ สะอาดๆ ก็ใช้ปกเดียวกันเลย ผมว่าหนังสือพี่ชาติเครียดนะ ก็ไม่ควรทำให้ปกเครียดอีก เพราะเราต้องการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ก็ต้องรู้ว่าผู้บริโภคยุคนี้รู้สึกอะไร ยุคผมเสพเพลงสุรชัย จันทิมาธร เพลงคาราบาว มันก็เป็นคาแรคเตอร์แบบนึง แต่กับเด็กรุ่นนี้เราก็ต้องทำให้เขาเห็นปกแล้วรู้สึกสบาย กล้าหยิบ กล้าซื้อ


ถาม: หน้าปกเรื่อง "บริการรับนวดหน้า" นั่นคุณก็คิด
ตอบ: ใช่ ก็คิดกันขำๆว่าจะทำแนวสปาเลย คิดเยอะมาก หัวเป็นตีนก็มี ก็มาจบที่เอาตีนมาโชว์เหมือนในเรื่อง ตีนผมเองด้วยนะ ก็คิดรูปแบบที่ตรงไปตรงมา แต่ด้วยเทคนิคชั้นเชิงที่วางรูปแบบให้เหมือนสปา ถ้าคนได้อ่านเนื้อเรื่องแล้วกลับมาดูปกอีกทีก็จะอ๋อ ผมคิดไปให้เลือก 3 แบบ พี่ชาติก็บอก มึงชอบอันไหน เอาเลย พี่ชาติก็ค่อนข้างให้เกียรติเราพอสมควร เล่มนี้บางคนซื้อไปอ่านเพราะนึกว่าเป็นหนังสือสปาก็มี (หัวเราะ)

ถาม: ทำ Print อยู่ดีๆ คุณข้ามมากำกับหนังโฆษณาได้ยังไง
ตอบ: วันนึงมันเกิดอาการคัน ไม่พอใจกับงานคนอื่น งานอย่างนี้เหรอ กูก็กำกับได้ไม่เห็นยากเลย ผมเคยช่วย อาจารย์บรรจง โกศลยวัฒน์ ทำหนังไทยมาแล้ว เรื่อง นวลฉวี กับ ซีอุย ตอนนั้นผมเป็นอาร์ตไดฯ กับผู้กำกับภาพ คอยดูมุม ดูเฟรม ก็รู้สึกว่าหนังโฆษณามันก็ต้องทำได้สิวะ ผมทำหมดเลย หนังแอนิเมชั่น หนังเด็ก หนังโปรโมชั่น หนังไอเดีย หรือ ทีเซอร์ละคร นางบาป ที่ว่า มันจะติดในหัวคุณ เป็นลักษณะของการอยากลองทำมากกว่า เลือกทำตามแต่จังหวะและโอกาส ในงานคานส์ที่แล้วผมได้ 2 โกลล์จาก Print ส่วนหนังโฆษณาปุ๋ยที่ผมกำกับก็ติดชอร์ตลิสต์ด้วย ก็ฮาดี เอาหมดเลย

Logged
« Reply #3 on: January 12, 2009, 05:14:32 PM »
bootoshop Offline
etc F/2.8

View Profile WWW Email
*

etc skills 28
Gender: Male
Posts: 85




ถาม: รีสอร์ทคุณก็ทำ
ตอบ: จริงๆผมเหมือนหมามองเครื่องบินนะ ผมเป็นคนชอบเที่ยวทะเล สมัยเรียนปี 1 ปี 2 ผมก็จูงมือแฟนไปสวนอัมพรเวลามีงานมอเตอร์โชว์ ไปขึ้นเรือลำละสิบล้าน ยี่สิบล้าน ก็ขำๆ กูมองอะไรที่ไกลตัวมาก ตอนนั้นมีเงินติดตัวสองร้อยก็เรียกว่าหรูแล้วนะ จนวันนึงผมเรียนจบ ทำงานด้านรีทัช แล้วก็ซื้อเรือลำแรกขนาด 14 ฟุต ราคาแสนแปด เมื่อ 14 ปีที่แล้วถือว่าแพงนะ เป็นเรือมือสอง ขอผ่อนเป็นเช็ค 3 งวด ได้มาก็ขับรถลากไปเที่ยวเสม็ด สัตหีบ เขื่อนศรีนครินทร์
        จนวันนึงก็คิดเหมือนหมามองเครื่องบินอีกครั้ง ตอนนั้นมีรถคาริเบียนอยู่คันนึง บ้านก็ยังไม่มีปัญญาซื้อ ยังเช่าคอนโดเล็กอยู่เลย แต่อยากมีบ้านริมทะเล ซึ่งเป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้เลย จนวันนึงที่ได้เปิดบริษัทแล้ว มีเงินซื้อบ้านแล้ว ก็ไปซื้อที่ที่เกาะช้างปลูกกระต๊อบอยู่ พอคนเริ่มมาเกาะช้างเยอะขึ้น เพื่อนไป นักท่องเที่ยวไป ผมก็เลยทำเป็นรีสอร์ทเลย ชื่อ Remark Cottage คืนละพันกว่าบาท แต่งแนวตะวันออก ไม้ๆ ธรรมชาติๆ

ถาม: การได้มายืนที่จุดนี้ อะไรคือสิ่งที่คุณสูญเสียไปแล้วอยากได้คืนกลับมาที่สุด
ตอบ: ผมเคยฝันว่าอยากเป็นช่างภาพที่ไปหิมาลัยสัก 30 วัน แล้วถ่ายรูปมาขายนิตยสาร National Geographic ทุกวันนี้ทำอย่างนั้นไม่ได้อยู่แล้ว เคยแพลนว่าอยากไปถ่ายรูป Fine Art สัก 3 วัน ยังทำไม่ได้เลย ต้องใช้วิธีพ่วงเอา ไปถ่ายงานโลเคชั่นจังหวัดนี้ ขับรถผ่านก็แวะถ่ายสักหน่อย ผมเพิ่งกลับมาจากขั้วโลกเหนือก็แบกแท่นพิมพ์กลับมาด้วยอันนึง เพิ่งโทรไปถามเพื่อนว่าต้องไปซื้อเพลตที่ไหน เดี๋ยวจะเอามาทำภาพพิมพ์เพราะมีสเก็ตช์อยู่เยอะเหมือนกัน ถ้าเลือกได้ผมอยากได้เวลาที่จะทำงาน Fine Art จริงๆคืนมา

ถาม: ตอนนี้คุณตามถ่ายภาพอะไรเป็นพิเศษ
ตอบ: ภาพในหลวง แต่เป็นงานสัญลักษณ์ ถ่ายมา 3 ปีแล้ว เริ่มจากการบังเอิญได้ไปเห็นรูปในหลวงตามบ้านคน เดินไปบ้านไหนก็เห็น ตามสลัมก็มี ยิ่งสังเกตุก็ยิ่งเห็น ก็เลยเป็นประเด็นขึ้นมาว่าคนไทยเกือบทุกบ้านมีรูปในหลวงเป็นสัญลักษณ์ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นมุมมองที่น่าถ่าย เพราะมันเป็นสิ่งที่เราพบเห็นตลอด แต่ไม่ค่อยได้สนใจ บางคนก็ใส่กรอบติดไว้เป็นสิริมงคล บางคนก็แค่ปฎิทิน บางคนก็เป็นสติ๊กเกอร์แปะไว้ ในรถตุ๊กตุ๊กก็ยังมี ตอนนี้มีที่ถ่ายไว้แล้วทั้งหมด 30 รูป มีคนขอเอาไปแสดงก็ยังรอสรุปอยู่ น่าจะชื่องาน 72 millions one heart แล้วผมก็จะทำเป็นหนังสือภาพด้วย แจกจ่ายไปตามห้องสมุดต่างๆให้คนได้เก็บ รายได้จากการประมูลภาพก็จะถวายในหลวงทั้งหมด

ถาม: คุณได้รับเลือกจากสำนักพระราชวังให้เป็น ผู้เก็บภาพจากมุมสูงเพียงคนเดียวของพระราชพิธีฉลองพระราชสมบัติ งานใหญ่ระดับนี้คุณเตรียมตัวยังไงบ้าง
ตอบ: ก็ต้องไปลองมุมในวันซ้อมใหญ่ที่พระราชที่นั่งอนันตสมาคม ตอนแรกผมต้องถ่ายวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกมาสมาคมกับข้าราขบริพาร หรือออกมาโบกพระหัตถ์ที่ระเบียง ภาพที่ทางสำนักพระราชวังต้องการก็คือภาพมุมสูงที่อาจจะเทียบเท่าพระองค์ ตั้งกล้องถ่ายจากอีกฝั่ง แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่มีช่างภาพไปยืนอยู่ ผมก็ต้องขึ้นไปเซตกล้องมุมสูงแล้วคอนโทรลด้วยรีโมตหรือคอมพิวเตอร์อะไรก็ แล้วแต่ แล้วก็มีต้องเข้าไปถ่ายอีกวันที่มี พระราชอาคันตุกะ 30 พระองค์ ด้วย ก็ค่อนข้างเครียดเหมือนกัน เพราะเป็นการถ่ายภาพพระมหากษัตริย์ที่พลาดไม่ได้เลย ก็ต้องคิดว่าใช้กล้องอะไร เลนส์ขนาดไหน ถ้าท่านทรงออกมาแป๊บเดียวแล้วเข้าไปจะทำยังไง มันเป็นมุมที่เขาคาดหวังสูงด้วย

ถาม: เป็นการถ่ายด้วยรีโมตครั้งแรกของคุณหรือเปล่า
ตอบ: ใช่ เท่าที่ผมไปดูภาพเก่าๆสมัย ร.5 ร.7 ก็มีมุมกล้องเสมอพระพักตร์ท่าน หรือเหนือท่าน แต่ยุคนั้นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าอยากเก็บภาพประวัติศาสตร์ก็ต้องยอมให้ช่างภาพหลวงยืนอยู่ระดับเดียวกับ พระองค์ ผมก็ยังไม่เคยใช้รีโมตเหมือนกัน ก็ถือว่าเป็นบุญวาสนาที่ได้ถ่าย มันยิ่งกว่าตื่นเต้นอีกนะ

ถาม: วันหยุดเราจะเห็นคุณได้ที่ไหนบ้าง
ตอบ: ที่รีสอร์ทผม แล้วก็สวนจตุจักร บางทีก็เอาเรือลงแม่น้ำเจ้าพระยา ไปถ่ายรูปในคลองบ้าง หรือบางทีก็ไปเดินบ้านชายคลอง หรือว่าพื้นที่ที่คาดว่าน่าจะมีรูปในหลวงอยู่ แล้วก็ให้เวลากับครอบครัวด้วยส่วนนึง

ถาม: คุณพูดเสมอว่าอยากให้เด็กรุ่นใหม่ได้แรงบันดาลใจ ยุคนี้บ้านเมืองเราไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจหรือ
ตอบ: มี แต่ว่ามันไม่ตรงสาขา อย่างด้านหนังตอนนี้เต็ม 100% ตั้งแต่ยุคแฟนฉันมีเด็กรุ่นใหม่มาทำหนัง เมื่อก่อนหนังสั้นอยู่แต่ในรั้วมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้มีการสนับสนุนกันทั่วไปอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีโรงหนังอย่างเฮ้าส์ เพราะฉะนั้นอะไรที่คนคิดว่าตัน มันก็ไม่ตันอีกต่อไป มีหนทางที่จะเดินหน้าต่อไปได้
        แต่พอเป็นด้านช่างภาพ มันจะเด่นไปทางด้าน pictorial คือเป็นการถ่ายภาพแนวเก่า แบบเดิมๆ พระเดินมา แสงอาทิตย์สาดหลัง ซึ่งผมมองว่ามันมีเยอะแล้ว แต่ช่างภาพด้านโฆษณามันน้อย ผมก็อยากเอาประสบการณ์ชีวิตผม หรือวิธีการทำงานบางอย่าง แง่คิดบางอย่างมาให้เด็กได้คิดว่า มันมีคนแบบนี้นะเว้ย ที่มันได้รางวัลระดับโลกด้วย สังเกตไหมว่าคนเราจะเห่อกันไปตามกระแส ยุค นึงนักเขียนเยอะทุกคนก็หันไปเขียนหนังสือ เพราะเห็นทางออกว่าเขียนแล้วจะได้อะไร ยุคนึงมีศิลปินทำเพลงอินดี้เยอะ เพราะมันมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง แต่งานช่างภาพโฆษณามันยังปิดอยู่ ในขณะที่ยุคนี้คนมีคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้าน มีโปรแกรม Photoshop แต่ไม่รู้จะจัดการกับมันยังไง ถ่ายรูปมาจะปรับโน่นปรับนี่ก็ไม่ได้ บางทีก็ไม่รู้ จะเรียนทำไม ก็ช่างมันแล้วกัน แต่ถ้าเขามีตัวอย่างให้เห็นว่า มีคนทำได้ขนาดนี้แล้ว ก็เป็นแรงบันดาลใจว่ามันเป็นไปได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ที่เราเคยท้อว่ามันได้แค่นี้เองเหรอ แล้วทำต่อไม่ได้

ถาม: ไม่มีโครงการจะพิมพ์หนังสือรวมผลงานของตัวเองบ้างหรือ
ตอบ: ถ้าเป็นภาพถ่ายโฆษณาน่ะเคยคิดมาตั้งนานแล้ว แต่อยากลงแบบ before after อยากลงตั้งแต่ Layout จากเอเจนซี่เลย คนที่เป็นอาร์ตไดฯ จะได้เห็นว่างานชิ้นนี้ถูกคิดขึ้นมาได้ยังไง ในกระบวนการต่างๆ เราทำอะไรกับมันได้บ้าง คนที่เป็นเฮ้าส์ก็เห็นว่า มันมีเทคนิคทำได้ถึงแบบนี้แล้ว

ถาม: คิดหน้าปกแล้วหรือยัง
ตอบ: ยัง แต่คงเป็นอะไรที่คลีนๆ คงไม่มีรูปผมหรือว่ารูปงาน อาจ จะเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง อาจจะเป็นเครื่องหมายคำถามก็ได้ คนที่สนิทกับผมจะรู้ว่าผมมีคำถามตลอดเวลา ถามว่าทำยังไงถึงเรียนหนังสือเก่ง มันก็จะมีคำตอบว่าก็ต้องอ่านหนังสือ ทำไมต้องอ่านหนังสือ ก็กูอยากรู้ ทำไมถึงอยากรู้ ก็ไม่อยากโง่ แล้วทำไมถึงไม่อยากโง่ มันก็จะมีลูปของมันไปเรื่อยๆ

ถาม: คุณเป็นคนชอบตั้งคำถามกับทุกเรื่อง
ตอบ: ใช่

ถาม: ได้คำตอบถึงครึ่งไหม
ตอบ: เกิน ผมพูดเสมอว่าผมเป็นสาวกของลัทธิ True คือผมเคารพความจริง ครั้งหนึ่งที่เราไม่รู้ความจริงแล้วอึดอัด ทุกอย่างต้องมีคำตอบ ทำไมต้องทำวะ ทำเพราะอยากทำ ไม่ใช่แล้ว อันนี้เป็นคำตอบแบบดีไซน์ ไม่ใช่ของจริง จริงๆแล้วมันมีเหตุผลว่าทำไมต้องทำ เหมือนเมื่อก่อนเห็นเพื่อนขับรถมาเรียน เราก็ด่า ไอ้เหี้ยมึงรวย ทำไมต้องขับรถมาวะ แม่งเกินเลยคนอื่น แต่มองมุมกลับ เราก็อยากมีรถขับมาเรียนเหมือนกัน พอเรามีไม่ได้ก็เหมือนเราตั้งก๊วนตั้งแก๊งต่อต้าน พอเติบโต เราก็ชัดเจนว่าเราอยากได้อะไร อยากมีเงิน อยากรวย ก็ยอมรับมันซะ แล้วก็หาวิธีว่าจะทำยังไงให้มันไปถึง ไม่ต้องมาปิดบังว่า ผมทำวันนี้เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง อยากสร้างงานดีๆให้กับโลก ไม่ได้คิดเรื่องเงิน มันเป็นคำพูดดีไซน์ทั้งหมด ไม่ใช่คำพูดที่แท้จริง
        ผมพูดกับอาร์ตไดฯ เสมอว่า ถ้ามึงต้องการรางวัลแต่ไม่ต้องการเงินเดือน ก็บอกเขาไปสิว่าตำแหน่งขึ้น แต่ไม่ต้องขึ้นเงินเดือน เอาไหม ก็ไม่มีใครเอา การทำงานที่ดีก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ว่าเป้าหมายของการทำงานกินเงินเดือนคืออะไรล่ะ ก็คือต้องการเงินขึ้น ต้องการเลื่อนตำแหน่ง แล้วอะไรคือสิ่งที่จะทำให้คุณก้าวหน้าในอาชีพนี้ รางวัลใช่ไหม ถ้ารางวัลคือตัวสรุปว่าคุณเก่งหรือไม่เก่ง คุณก็ยอมรับไปซะว่าคุณทำเพื่อมัน แล้วคุณก็มาหาวิธีว่าจะทำยังไง หาทีมดีๆหาเฮ้าส์ดีๆมาร่วมกันทำ

ถาม: ยอมรับ เหมือนอย่างที่คุณยอมรับไปแล้ว
ตอบ: ใช่ ผมอยากดัง อยากเป็นคนเก่ง อยากรวย ทำยังไง ก็ต้องหาวิธี ต้องสนใจ ต้องฝึกฝน ทำไมถึงอยากรวย ก็จะได้มีเงินเอามาซื้อสิ่งที่เราต้องการ อย่างแรกก็คือเครื่องไม้เครื่องมือที่จะสร้างฝัน ถ้าอยากเขียนรูป แต่ไม่มีเงินซื้อสีก็จบแล้ว จากนั้นก็ซื้อที่อยู่อาศัย แบ่งเงินให้ลูกเรียนหนังสือบ้าง สนองความต้องการของตัวเองบ้าง ผมบ้าวัตถุหรือ ไม่ใช่ ผมกำลังใช้วิถีชีวิตอย่างคนในโลกปัจจุบันเขาใช้กัน เราอย่าไปปฏิเสธเลยว่าเราอยู่ในโลกนี้แล้วต้องการอะไร เพียงแต่ต้องรู้ว่าลิมิตของเราแค่ไหนต่างหาก เช่น บ้านเราควรจะหลังเล็กหรือหลังใหญ่ มันเกินเลยขอบข่ายที่ควรจะเป็นรึเปล่า ถ้าเราอยู่ในเหตุผลที่ไม่เกินเลย ก็ไม่มีใครเขาว่าเราได้ แต่ถ้าเรามีเงินนิดเดียว แต่เกินเลยไปเยอะ ก็เป็นหนี้เขา
        มันอาจจะมีคนที่คิดแบบผมไม่ทุกคนนะ อาจจะมีคนที่บอกว่ากูอยู่ได้ น้องๆกูอยู่ได้ ก็แฮปปี้แล้ว พวกนี้ไม่นับ เป็นบุคคลพิเศษแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่โลกหวังจะให้มี แต่มีไม่เยอะมาก

ถาม: มีคำถามอะไรที่คุณยังตอบตัวเองไม่ได้บ้าง
ตอบ: (คิดนาน) บางทีเคยถามว่าทุกวันนี้เราทำไปเพื่ออะไร มีคำตอบก็เหมือนไม่มีคำตอบ ที่บอกว่าเราทำเพราะอยากได้โน่นได้นี่ มันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่เราอยากได้ก็ได้ เพราะมันล้วนคือภาระ ที่เราบอกว่าเราทำงานเพื่อให้มีเงิน เพื่อให้สบาย จริงๆแล้วมันใช่รึเปล่า บางอย่างเราก็สรุปด้านเดียวไม่ได้ เพราะมนุษย์มีอารมณ์ มีการรับรู้ บางอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับเวลานั้นๆ บางทีเราเหนื่อยมากๆ ก็มานั่งคิดว่า มึงเห็นกูเป็นวัตถุหรือเปล่าวะ อยากได้อะไรก็มา ขอกู มาบี้กู มากำหนดว่าต้องเสร็จวันนั้นวันนี้ ทำไมกูไม่เป็นคนกำหนดบ้างวะ ยิ่งงานสแกมที่มีเวลาน้อยๆ ถึงเวลาก็จะเอา ขอพรุ่งนี้ก็บอกไม่ได้ ต้องดูวันนี้ มีช่วงนึงผมโคตรเฟลเลย ตอนปีใหม่ผมรถคว่ำทั้งครอบครัวที่เชียงใหม่ แล้วมีงานประกวดเข้ามา ก็ต้องทำ คนนึงบอกไม่เป็นไรพี่พักไปก่อนเลย ไม่ต้องทำ อันนี้มันน่ารักมาก อีกคนบอกไม่ได้ ต้องดูวันนี้ ผมก็ให้ลูกน้องไปบอกว่า กูไม่ให้ดู กูจะนอน มึงเกินไปแล้วนะ เดี๋ยวกูไม่ทำเลย เขาก็เลยยอม ผมอาจจะดูเห็นแก่ตัวเกินไปเหมือนกันนะ กลายเป็นว่าผมเกรงใจคนแรกเลยต้องหาทางทำให้เสร็จจนได้
        ผมก็เลยสงสัยว่า สิ่งที่ผมคิดว่าใช่ทั้งหมดน่ะ บางทีมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้


Logged
« Reply #4 on: January 12, 2009, 10:08:55 PM »
uncleBE Offline
etc CoFounder
etc F/22

View Profile WWW Email
*****

etc skills 1036
Posts: 12368

uncleBE's Portfolio uncle-bee@hotmail.com

ขอบคุณมากเลยครับ
เดี๋ยวต้องหาเวลามาอ่านละเอียดอีกที
แต่จะให้ดี ถ้ามีผลงานมาประกอบสัก 10-20 ภาพจะดีมากๆ เลยครับ อิอิ
 h07
Logged

« Reply #5 on: January 13, 2009, 12:25:22 AM »
snok Offline
etc F/3.5

View Profile WWW Email
**

etc skills 15
Gender: Male
Posts: 189

supachok_sk@hotmail.com

ขวัญใจเลยคนนี้ h07 h07 h07
Logged
« Reply #6 on: January 13, 2009, 12:16:56 PM »
ong2b Offline
etc ModZ
etc F/22

View Profile WWW Email
*****

etc skills 33
Gender: Male
Posts: 2611

ong2b@hotmail.com

ขวัญใจเหมือนกับครับ

มีมัลติพายของบริษัท remix อยู่ลองเข้าไปดูงานของเค้าได้

สุดๆทั้งนั้น ไอเดียแจ่มดี
Logged

Follow me at twitter : http://twitter.com/ong2b
« Reply #7 on: January 13, 2009, 09:27:56 PM »
57life Offline
etc F/2.8

View Profile Email
*

etc skills 7
Posts: 67



ขอบคุณมากครับ กว่าจะอ่านจบ  h03
Logged

Visual Revolution
« Reply #8 on: January 14, 2009, 06:14:00 PM »
ช.ช้าง Offline
etc F/6.3

View Profile Email
***

etc skills 31
Gender: Male
Posts: 602



-พี่เขาชอบคิดก้าวล้ำคนอื่นไปก่อน1ก้าวเสมอ
Logged

-เรื่องถ่ายภาพ เป็นเรื่องธรรมชาติ
« Reply #9 on: January 14, 2009, 07:04:34 PM »
arri8D Offline
etc F/1.4

View Profile
*

etc skills 0
Posts: 1



พี่เค้า ตรง คม ลึกจริงๆ ชื่นชมครับ... h01
Logged
« Reply #10 on: January 14, 2009, 08:10:14 PM »
PALOMA Offline
etc Cofounder
etc F/22

View Profile Email
*****

etc skills 1009
Gender: Female
Posts: 4080

PALOMA's Portfolio paloma_pui@hotmail.com

 h07 ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ
Logged

การเดินทางทำให้เราได้รู้จักอีกฝ่ายมากขึ้น

ไม่สนิทขึ้น  ก็ ห่างกันมากขึ้น

ไม่มีทางเท่าเดิม

:o นิ้วกลม
« Reply #11 on: January 15, 2009, 02:20:51 PM »
DayWalker Offline
etc F/2

View Profile
*

etc skills 5
Posts: 32



เคยอ่านจาก a day มาก่อนหน้านี้

และดีใจมากๆครับ ที่มาเห็นในเว็ปถ่ายภาพนี้อีกครั้งหนึ่ง

ขอบคุณแทนผู้อ่านทุกคนเลยครับ
Logged
« Reply #12 on: January 15, 2009, 04:05:30 PM »
pixpon Offline
etc F/3.5

View Profile
**

etc skills 1
Posts: 124



ขอบคุณมากครับ
สำหรับบทความดีดี
ขอเอาพี่เค้าไว้เปนขวัญใจเลยแระกัน
 h07 h07 h07
Logged
« Reply #13 on: January 17, 2009, 06:27:17 AM »
กึ่งอัตโนมัติ Offline
etc F/6.3

View Profile WWW
***

etc skills 20
Gender: Male
Posts: 508

semi_automatic@windowslive.com

เคยอ่านใน a day แล้วเหมือนกัน

ผมเคยสัมภาษณ์พี่เขาด้วยอ่ะ เกี่ยวกับบิสิเนสอะไรอย่างนั้น

เป็น idol ผมคนนึงเลย ทั้งผลงานและวิธีคิดครับ

 h11
Logged

Skin and Bones
« Reply #14 on: January 17, 2009, 11:27:54 AM »
shungyuu Offline
etc F/11

View Profile Email
****

etc skills 15
Gender: Male
Posts: 1099



พี่เค้าเหมือน Idol ของผมเลยแหละครับ h07 h07
Logged

« Reply #15 on: January 17, 2009, 12:31:28 PM »
Starck Offline
etc F/2

View Profile
*

etc skills 0
Posts: 29



ชอบที่ Idea และการคิด คิดให้แตกต่าง เพื่อผลลัพธ์ ที่แตกต่าง ไม่ล้าสมัย แล้วภาพ ภาพหนึ่ง จะมีความหมายมากกว่าคำเป็นล้านคำ
Logged
« Reply #16 on: January 19, 2009, 02:14:07 AM »
JEE Offline
etc ModZ
etc F/8

View Profile WWW Email
*****

etc skills 53
Gender: Male
Posts: 829

dragonthai@hotmail.com

สนุกเเละน่าสนใจดีครับ
ขอถามเเบบคนไม่รู้จริงๆว่า "สแกมแอด" นี่คืออะไรครับ

ผมเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องของการนำเเอดคนอื่นหรือจากอเจนซี่อื่น
ที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ได้รับรางวัล
เอามาต่อยอด ดัดเเปลง ให้เป็นเเอดชิ้นให้ขึ้นมา ?
Logged

wedding photographer
« Reply #17 on: January 21, 2009, 02:33:14 PM »
joez19 Offline
etc F/6.3

View Profile
***

etc skills 56
Gender: Female
Posts: 630



สนุกเเละน่าสนใจดีครับ
ขอถามเเบบคนไม่รู้จริงๆว่า "สแกมแอด" นี่คืออะไรครับ

ผมเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องของการนำเเอดคนอื่นหรือจากอเจนซี่อื่น
ที่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือไม่ได้รับรางวัล
เอามาต่อยอด ดัดเเปลง ให้เป็นเเอดชิ้นให้ขึ้นมา ?

งานสแกมคืองานที่คิดขึ้นเอง ไม่มีลูกค้าจริงๆ แบบว่าคิดว่าอยากทำadส่งประกวด ก้สมมุติลูกค้าขึ้นมา หาจุดขายเอาเอง ทำขึ้นเองโดยไม่มีใครจ้างน่ะครับ
Logged

"Make everything as simple as possible, but not simpler." -- Albert Einstein


j o e z 1 9 @ h o t m a i l . c o m
Pages: [1]   Go Up
Print
Jump to:  

? 2006 etcFOTO.com
blackTed Skin ? 2006 HobbyBag Group (hbSkins) | Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Page created in 29.507 seconds with 20 queries.