ขออนุญาติเอาเจ้านายที่เคารพมาขายซะหน่อยนะครับ
บทสัมภาษณ์ทีผมนำมาลงนี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ผมรู้สึกว่าแสดงความเป็นตัวของพี่นุมากที่สุดเท่าที่ผมอ่านมา การันตีโดยผมเองที่อยู่กับเขามาจะทั้งชีวิตแล้วครับ
http://anuchai.com/บทสัมภาษณ์ของเขาจากนิตยสาร a day ฉบับที่ 70
คอลัมภ์ a day with a view
เรื่อง: ทรงกลด บางยี่ขัน / ภาพ: กิตติศักดิ์ ทวีกิจภิญโญ (a day magazine ฉบับที่ 70 เดือนมิถุนายน 2549)
อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Archive ซึ่งเป็นนิตยสารโฆษณาที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในโลกให้เป็นช่างภาพที่มีคะแนนสะสมเป็นอันดับ 1 ของโลกเมื่อปี 2005 ร่วมกับ นาดาฟ แคนเดอร์ ช่างภาพระดับเทพชาวอิสราเอล
รางวัลใหญ่ๆของโลก เขาก็ได้มาแล้วมากมาย เช่น โกลด์จากคานส์ จาก FedEx (ชิ้นที่มีกล่องคล้ายของบริษัทคู่แข่งอยู่ข้างใน), ทามิย่า (กบแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ), กรมป่าไม้ (ขวานที่เป็นด้ามก็ไม่เหลือ), โกลล์จากวันโชว์ จาก จิ๊ป (หัวใจที่ทำมาจากรากไม้), เบสต์ออฟพรินต์จากแอดเฟส (Asia Pacific Advertising Festival) จากไฟฉายแมกไลท์ (ส่องเห็นทุกอย่างในโรงหนังชั้นสอง), โกลด์จากแอดเฟส จาก คอมฟอร์ต (เอากระบองเพชรมาถักเป็นเส้นใยผ้า) และอื่นๆ
ส่วนรางวัลใหญ่ๆในระดับประเทศนั้นก็มากมายเกินกว่าจะจาระไนไหวเอา เป็นว่าถ้าเราไปอยู่ในงานประกาศผลรางวัลโฆษณาเป็นต้องได้ยินชื่อบริษัทของ เขาจนฉ่ำหู
อนุชัยเป็นเจ้าของโปรดักชั่นเฮ้าส์ที่ชื่อ รีมิกซ์ สตูดิโอ แบงค์ค็อก รับงานด้านถ่ายภาพและรีทัช กระบวนการทำงานคือ ครีเอทีฟจากเอเจนซี่โฆษณาคิดไอเดียและเลย์เอาต์มา จากนั้นเขาก็จะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าเวิร์กไม่เวิร์ก แล้วก็จัดการถ่ายรูปและรีทัชให้ได้ตามไอเดียนั้น
แน่นอนว่าการถ่ายรูปของเขาไม่ใช่แค่กดชัตเตอร์ให้ติด แต่หมายถึงการสร้างรายละเอียดทั้งหมดในภาพขึ้นมา รวมทั้งการเติมแต่งไอเดียที่ดีให้กับงานโฆษณาชิ้นนั้น ดังนั้น รางวัลทั้งหลายที่เขาได้มาจึงไม่ได้แปลว่าช่างภาพคนนี้จะไม่มีส่วนร่วมในไอ เดียเอาเสียเลย
อนุชัยเรียนจบมาทางด้าน วิจิตรศิลป์ จาก เพาะช่าง เขาเคยเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์ของรายการ TV., หนังไทย, ผู้กำกับภาพก็เคย ม็อกอัพก็ทำ จนมาเริ่มทำรีทัช ตั้งแต่รีทัชมือด้วยแอร์บรัชและคัตเตอร์ จนมาหัดใช้คอมพิวเตอร์รีทัชเป็นกลุ่มแรกๆของเมืองไทย ...อ้อ เขาไม่เก่งคอม และไม่ถนัดภาษาอังกฤษ แต่ก็สู้กับมันจนใช้คล่อง
เขาพึ่งมาหัดถ่ายรูปเอาตอนอายุ 25 เพราะบ่อยครั้งรูปถ่ายที่เอามารีทัช มีแสงและมุมผิดเพี้ยนไปไม่ได้ดั่งใจ เขาเลยลองหัดถ่ายรูปเอง ครูพักลักจำไปเรื่อยๆ เขาจึงเป็นทั้งช่างภาพและมือรีทัชในคนเดียว รับเหมาทำเองทั้งหมดไม่แบ่งใคร ซึ่งเอาเข้าจริงๆในเมืองไทยก็ไม่ค่อยมีใครทำได้ดีมากเท่าๆกันทั้ง 2 ด้านเหมือนเขา .... หากจะไล่รายชื่อของเสาหลักในวงการโฆษณาไทยที่ผลักดันให้เราก้าวไปสู้แถวหน้า ในระดับโลก เราก็ไม่ควรตกชื่อของ อนุชัย
.... เขาได้รับเลือกจากสำนักพระราชวังให้เป็นผู้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ ในพระราชพิธีฉลองพระราชสมบัติ
.... เขาได้รับเลือกให้เป็นช่างภาพติดตาม 4 คนไทยไปปักธงไตรรงค์ที่ขั้วโลกเหนือ
.... ภาพปกหนังสือของ ชาติ กอบจิตติ ในยุคหลังๆก็เป็นงานออกแบบและถ่ายภาพของเขาทั้งหมด
พฤติกรรมการยิงไอเดียเลย์เอาต์ที่เอเจนซี่ส่งมา ทำให้อาร์ตไดฯ บางคนอึดอัดใจที่จะทำงานกับเขา แต่อาร์ตไดฯ อีกจำนวนนึงก็ชอบวิธีการทำงานแบบนี้ โปรดักชันเฮ้าส์ร่วมวงการบางแห่งแอบบ่นว่าเขาผูกขาดงานดีๆไปเกือบหมด คนที่เคยคุยกับเขาหลายๆคน บอกว่าเขาพูดตรง พูดแรง และพูดจาน่าหมั่นไส้
เขาบอกว่า "เริ่มต้น ใครๆก็มองผมอย่างผู้ร้าย...."
(หลังจากอ่านบรรทัดถัดไป กรุณาพึ่งอย่าหมั่นไส้เขา บางทีอาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆก็ได้)
".... แต่สุดท้ายผมมักเป็นพระเอก"
ถาม: หลังจากที่คุณถูกจัดอันดับให้เป็นช่างภาพโฆษณาอันดับหนึ่งของโลก คุณถูกสัมภาษณ์บ่อยแค่ไหน
ตอบ: พูดแล้วก็อายเหมือนกันนะ มีสื่อมาขอสัมภาษณ์น้อยมาก (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เป็นสื่อต่างประเทศ อย่าง นิตยสาร Campaign Brief ที่ตามงานผมมาตลอด แล้วก็มีนิตยสารจากออสเตรเลีย ซึ่งเขามาสัมภาษณ์หลังจากที่งาน XXX Cinema ได้รางวัลเบสต์โฟโต้จากงานแอดเฟส ของไทยก็มีนิตยสารเกี่ยวกับงานถ่ายภาพชื่อ โฟโต้ชัตเตอร์
ถาม: ถ้าให้เดา คิดว่าทำไมถึงไม่ค่อยมีคนสนใจ
ตอบ: วงการโฆษณามันค่อนข้างปิดหรือไม่เราก็อาจจะต้องมีอคอนเน็กชั่น หมั่นออกงานสังคม
ถาม: การที่วงการโฆษณาไทย ประสบความสำเร็จระดับติด 1 ใน 5 ของโลกทำได้ดีกว่ามวยเสียอีก คุณคิดว่าสิ่งนี้บอกอะไรกับเราบ้าง
ตอบ: งานโฆษณาเป็นตัวแทนที่พูดได้ในระดับนึงว่า คนในประเทศเรามีความคิด การที่เราไปได้รางวัลในระดับโลกกลับมาเรื่อยๆ มันก็บอกอีกอย่างที่น่าภูมิใจว่า ฝีมือเราไม่แพ้ฝรั่ง เราพิสูจน์ได้แล้วว่าเราก็มีวิธีคิดแบบของเรา
ถาม: แล้วการที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเรามีวงการโฆษณาเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศล่ะ มันบอกอะไรกับเรา
ตอบ: โฆษณา มันเป็นวงการแคบๆ ที่ค่อนข้างปิดตัว เวลาจัดงานก็มีแต่คนโฆษณาที่รู้ มันเพิ่งจะมาเป็นที่พูดถึงในระดับโลกเมื่อ 4-5 ปีมานี่เอง อีกเรื่องคงเป็นความสนใจของสื่อ อย่าง คุณหมอพรทิพย์ (โรจนสุนันท์) แกก็ทุ่มเททำงานมาตลอดชีวิต วันนึงมีสื่อหยิบมาพูดถึง ก็กลายเป็นประเด็นขึ้นมา หรืออย่าง ดาบวิชัย (สุริยุทธ) แกก็ปลูกต้นไม้มาทั้งชาติ จนบริษัทโฆษณามีไอเดียหยิบแกไปใช้ ทุกคนก็เริ่มรู้จักดาบวิชัย ยายไฮ ก็เหมือนกัน เดินทางต่อสู้มาทั้งชาติแต่ไม่มีใครเห็น พอสื่อสนใจก็เลยกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมา
พวกผมเคยคิดกันขำๆว่า คนไทยเราดีใจกับนักมวยที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก ...ดีใจกับ คุณอภิชาติพงศ์ (วีระเศรษฐกุล) ที่ไปได้รางวัลจูรี่ไพรซ์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ แต่พอคนไทยไปได้รางวัลโกลล์จากเทศกาลโฆษณาเมืองคานส์ ซึ่งเป็นงานประกวดโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทุกอย่างกลับเงียบ ไม่เคยมีสื่อเสนอเรื่องนี้เลย จริงๆแล้วศักดิ์ศรีมันเทียบเท่าโอลิมปิกเลยนะ เพราะมันแข่งกับคนทั้งโลก ไม่ใช่ว่าจะได้กันง่ายๆ โคตรยิ่งใหญ่เลย ฝรั่งได้โกลล์ทีนี่ มีคนมาขอถ่ายรูปขอสัมภาษณ์เป็นข่าวออก CNN ผมเคยฝันว่าอยากเห็นหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งลงข่าวทีมคนไทยไปคว้ารางวัลโกลล์ มาจากเมืองคานส์บ้าง ไม่ต้องถึงขนาดมีรถบุปผชาติมารับถึงสนามบินดอนเมือง (หัวเราะ) แค่หนังสือพิมพ์ลง คนทำก็มีกำลังใจ เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย คุณไม่ภูมิใจหรือที่อาชีพคนโฆษณาหรือช่างภาพไม่ใช่อาชีพคนประเทศเรา แต่เราก็ทำงานในระดับโลกได้
ถาม: เป็นไปได้ไหมว่าสื่อมองงานโฆษณาว่าเป็นธุรกิจมากกว่าศิลปะ
ตอบ: ก็ อาจจะมีส่วน แต่อะไรก็ตามที่มันแสดงให้เห็นถึงความภูมิใจของชาติได้ ไม่ว่าจะในรูปแบบไหน เราก็ควรจะให้ความสำคัญกับมันทั้งหมด เพราะมันคือผลประโยชน์ของคนโดยรวม ไม่ใช่ผลประโยชน์ของผมคนเดียว วันนึงผมก็ต้องตายแต่วิชาชีพนี้ก็ยัง อยู่ ไม่ได้หมดไป เด็กมันจะได้มีแรงบันดาลใจ โลกเราไม่ได้ประกอบด้วยส่วนเดียว ไม่ใช่ว่าเราต้องเก่งแค่ด้านใดด้านเดียว เราควรจะเน้นทั้งหมด
ถาม: เราเขียนในตำราได้ไหมว่า อาชีพที่คนไทยทำได้ดีคือ ทำนา ทำสิ่งทอ และทำโฆษณา
ตอบ: ก็ ดีนะ มันให้ความรู้สึกที่ดีกับวงการโฆษณา อย่างญี่ปุ่นพอได้โกลล์จากคานส์ตัวแรก ปีถัดมารัฐบาลให้เงินมาจัดบูทเลย เอางานชิ้นนี้ติดบอร์ดโชว์ แล้วก็พีอาร์ว่า เจแปนก็ได้โกลล์เหมือนกัน ญี่ปุ่นซีเรียสกับเรื่องนี้มาก เหมือนเขาไม่ยอมฝรั่ง มึงมีหอไอเฟล กูก็มีหอคอยโตเกียว เขาพยายามจะทำให้รู้ว่าประเทศของเขาน่ะเจ๋ง ญี่ปุ่นถึงมีวันนี้ได้ไง แต่ไทยซัดมากี่โกลล์แล้วก็ไม่รู้ ทุกวันนี้เอเจนซี่ก็ยังต้องออกตังค์ทำบูทกันเอง ทำเท่าที่มี
ถาม: ถ้าอยากให้ Print Ad. ไปไกลกว่านี้ เราต้องเติมอะไรเข้าไปอีก
ตอบ: ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก บางเอเจนซี่เขาก็เดาเก่ง เขาศึกษาทำการบ้านว่าตอนนี้โฆษณาของโลกกำลังพูดถึงประเด็นอะไร ด้วยวิธีการนำเสนอแบบไหน
เด็กรุ่นใหม่ก็ต้องขยัน บาง คนทำ Layout มา เจ้านายซื้อแล้วก็ส่งมาให้ผมดู เก็บไว้เดือนสองเดือนรอ โปรดักชันก็ไม่คิดต่อแล้ว แต่บางคนยังคิด detail ต่ออยู่เรื่อยๆคอยรีเช็กตลอด คนพวกนี้ทำงานไม่เยอะ แต่ได้รางวัลตลอด บางคนก็ดู Ad. เมืองนอกน้อย ไปงานก็ไม่สนใจดู มี internet ก็ไม่เข้าไปดูงานชาวบ้าน มันก็เป็นปัญหา เหมือนคุณกำลังจะขึ้นเขาเอเวอเรสต์ คุณก็ต้องฝึกร่างกายให้แข็งแรง จะหวังวิ่งปื๊ดเดียวแล้วชนะเลย มันก็อาจจะได้ แต่ไม่ทุกครั้งไง คุณต้องฝึกฝนร่างกาย หารองเท้าที่เหมาะ ซ้อมเทคนิคเดินหน้าถอยหลัง ต้องใส่ใจในรายละเอียด แล้วก็มองทุกอย่างเป็นทีมเวิร์ก
ถาม: ดูเหมือนคุณจะเป็นช่างภาพชาวไทยคนเดียว ที่ไปดูงานที่คานส์ทุกปีเกือบ 10 ปีแล้ว คุณตั้งใจไปดูอะไร
ตอบ: ตอน แรกก็อยากไปดูเพราะรู้ว่างานมันเจ๋ง ไปถึงก็ได้เรียนรู้ว่า เมืองนอกเขาทำงานกันแบบนี้ Ad.จริงตัวหนังสือยุ่บยั่บเลย แต่ส่งประกวดมันตัดออกหมด เหลือแค่บรรทัดเดียว ก็รู้วิธีการ เหมือนกับเรารู้ว่าจะไปคุยกับฝรั่งต้องเรียนภาษาอังกฤษก่อน
เวลาดูงาน ผมจะดู 2-3 รอบ รอบแรกดูรูป สวย-ไม่สวยอย่างเดียว รอบสองดูไอเดียว่ารูปมันซัพพอร์ตไอเดียยังไง ถ้าเราถ่าย เราจะถ่ายได้ดีกว่านั้นไหม รอบสามก็เลือกดูเฉพาะรูปที่เราชอบว่ามันถ่ายยังไง ดูงานรวมๆ แล้วก็พอจะเดาได้ว่าเทรนด์ปีหน้ามันน่าจะไปทางไหน
ถาม: ดูจากหนังสือไม่พอหรือ?
ตอบ: บางครั้งหนังสือมันก็ช้าเกินไป ไม่สดแล้ว หรืออย่างงานโปรตุเกส มันก็ไม่ลงหนังสืออังกฤษ แล้วจะไปดูที่ไหน ข้อดีของการไปคานส์อีกอย่างก็คือ ทำให้เราได้เห็นงานทั้งหมดที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย แล้วก็ทำให้เราได้เห็นงานทั้งหมดที่มีคนส่งเข้ามา ถ้าทั้งงานมีคนส่งเข้ามา 3 พันชิ้น เราก็จะได้เห็นงานทั้งหมด ได้เห็นว่างาน 2 พันชิ้น มันตกรอบเพราะอะไร บางคนก็เอาวิธีนี้ไปเป็นบ่อเกิดของไอเดีย เก็บเอา Ad. ที่ตกรอบไปคิดต่อก็มี อันนี้ไม่ว่ากัน ถ้าเราซื้อบุ๊กที่เป็นหนังสือรวมงานรางวัล มันก็จะลงแค่งานที่ได้ โกลล์ ซิลเวอร์ บรอนซ์ งานที่ผ่านเข้ารอบแต่ไม่ได้รางวัลก็หายไปแล้ว
การไปคานส์ก็เหมือนกับไปพีอาร์ตัวเองเหมือนกันนะ ปีแรกๆดูเสร็จก็ไปเที่ยว ช้อปปิ้ง หลังๆเริ่มคิดว่าเราก็ได้คานส์มาหลายปีแล้ว ก็ทำ portfolio เป็นโปสการ์ดไปยืนแจกเองหน้างานเลย พวกเอเจนซี่เห็นก็ขำๆ บอกว่า พี่นุแม่งบ้า ผมก็บอกกูไม่สนหรอก นี่คือโอกาส เรามีของดี ก็โชว์หน่อยสิวะ ทำไมไม่ใช้โอกาสให้เต็มที่ บัตรเข้างานก็ไม่ใช่ถูกๆ ราคาเกือบแสนบาท นี่ยังไม่รวมค่าโรงแรม ค่าเครื่องบินอีกนะ
ถาม: ตอนที่ไปยืนแจกนั้น คุณได้โกลล์หรือยัง
ตอบ: ได้แล้ว เริ่มมีคนรู้จักบ้างแล้วด้วย
ถาม: ไม่อายหรือครับ
ตอบ: อายทำไม ก็เราเก่งนี่ เราต้องเชื่อก่อนว่าเราเก่ง เรามีของดีก็ต้องแจก มีคนชอบว่าผมผมแม่งขี้โม้ ก็ผมไม่มีพีอาร์นี่ เหมือนผมเป็นนักร้องลูกทุ่ง ผมจับไมค์ได้ก็ไม่ปล่อย ร้องเสียงดังเลย แต่ขอโทษ ร้องเพราะ (หัวเราะ) มีคนเคยบอกว่าอนุชัยแม่งพูดมาก พูดอย่างโน้นอย่างนี้ แต่สิ่งที่พูดมันทำได้หมด อันนี้เขาพูดนะ ไม่ใช่ผมพูดเอง
ถาม: ถ้ามีคนบอกว่างานชิ้นที่โกลล์จากคานส์ อย่าง กล่อง FedEx หรือ ขวานไม่มีด้าม ก็ถ่ายไม่ได้ยากอะไร ใครๆก็ถ่ายได้ คุณจะว่ายังไง
ตอบ: ก็มีคนบอกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่มันก็มีคำถามว่า ทำไมเจ้าของงานเขาถึงไม่ให้คุณถ่ายล่ะ? ทำไมต้องให้อนุชัยถ่าย เพราะเขาเชื่อในอะไรบางอย่างหรือเปล่า
ถาม: แล้วกับคนที่บอกว่าอันดับโลกของคุณมาจาก สแกมแอด (งานโฆษณาที่ทำเพื่อส่งประกวดโดยเฉพาะ ไม่ได้ถูกใช้จริง) ล่ะ คุณคิดว่าไง
ตอบ: งานที่ลงใน Archive หรือที่ส่งประกวด มันก็คือสแกมแอดทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าเราทำสแกมแอดคนเดียว แต่มันวัดจากคนที่สแกมแอดทั่วโลก ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่แอดของเราสแกมหรือไม่สแกม แต่อยู่ที่ชิ้นงานของเรามันถูกพัฒนาไปแค่ไหน เหมือนดาบวิชัยที่ไปปลูกต้นไม้ในที่หลวง แทนที่จะไปปลูกในป่า มันก็คือการเล่นนอกกติกาเหมือนกันนะ แต่เขามองอีกแบบ ถนนแม่งร้อน กูอยากมีต้นไม้ แล้ววันนึงเขาก็ชนะ ไม่ต้องทำแบบ วันนี้เรามาปลูกต้นไม้จริงในที่ที่เราจัดให้กันเถอะ
การติด Ranking อันดับหนึ่ง มันเป็นแค่เปลือก อย่าไปยึดติดกับมันเลย ถึงงานคุณไม่ได้รางวัลที่หนึ่ง แต่คุณทำงานสวย ทำงานดี คนก็เห็น คนให้รางวัลเขาคงมีเจตนาดีเพื่อเป็นเกียรติให้กับคนที่ทำงานคุณภาพ ให้คนจดจำ เป็นกำลังใจให้มากกว่า แต่คนก็ไปลุ่มหลง ไปยึดติด ไปทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้มา ถ้าใครมาที่ออฟฟิศผม จะเห็นว่ารางวัลไม่ค่อยถูกโชว์ตามผนังนะ ไม่เหมือนออฟฟิศคนอื่น ผมมองรางวัลเป็นแค่สิ่งที่ใช้พิสูจน์ตัวเอง ไม่ต้องไปโชว์คนอื่น แค่เรารู้ก็พอ แต่ในแง่ของธุรกิจก็ต้องโชว์บ้าง ก็เอาแค่ตามสมควร ผมเคยเอารางวัลทั้งหมดมาเรียงกันเล่นๆ ขอโทษ เต็มสตูฯ นี้จริงๆนะ ตอนที่ Campaign Brief มาสัมภาษณ์ เขาลองรวบรวมงานทั้งหมดที่ผมเคยได้ มีประมาณ 200 รางวัล
ถาม: ตอนนี้การได้หรือไม่ได้รางวัล ไม่มีผลกับคุณแล้ว?
ตอบ: ในฐานะส่วนตัว เวลานี้ผมไม่ค่อยรู้สึกกับมันมาก แต่ในฐานะของออฟฟิศ มันก็จำเป็นต้องมีชื่ออยู่ใน Award ต่างๆ ก็เหมือนกับมีคนบอกว่าภูกระดึงน่าขึ้นนะ วันนึงเราก็ขึ้นไปถึง แต่ก็ไม่ได้ขึ้นมาแล้วบอกว่ากูจอง กูจะขึ้นมายึดทุกปี แค่เป็นประวัติศาสตร์ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราก็เคยขึ้นมาเหมือนกัน
ผมพูดเสมอว่า ได้รางวัลใหม่ๆมา ชีวิตผมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแล้ว ถ้าผมได้รางวัลมาอีกสักตัวก็ไม่ได้ทำให้ Art Director ทั้งประเทศเลิกส่งงานเฮ้าส์อื่นมาส่งให้อนุชัยคนเดียว หรือสมมุติว่าเป็นไปได้ ผมมีมือ 2 มือ 24 ชั่วโมง ก็ทำไม่ได้อยู่ดี ถ้าจะเปลี่ยนก็อาจจะทำให้มีงานจากต่างชาติเข้ามามากขึ้น ได้งานที่ยากขึ้น ไม่เหมือนพวกครีเอทีฟที่รางวัลคือเส้นทางสู่ความสำเร็จ สู่การเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือน ซื้อตัวข้ามเอเจนซี่ และสแกมแอดก็คือเส้นทางลัด บางคนเลยคิดทำแต่สแกมแอด ไม่ยอมทำงานจริง แต่ผมน่ะทำหมด ทั้งงานจริง งานสแกม ถ้ามันเป็นโจทย์ที่ดี
ผมอยากเห็นงานสวยๆ มันสร้างความอิ่มเอิบให้กับเรา เชื่อไหมบางคืน ผมเอางานที่ Print ออกมาเรียงกัน แล้วนั่งดูอยู่ในห้องเป็นชั่วโมงๆ ชื่นชมอยู่คนเดียวว่า โอ้โห เราทำอย่างนี้ได้เเหรอวะ เจ๋งว่ะ คือไม่ต้องมีใครมาสนใจผม แค่ผมได้นั่งดูมันคืนเดียวก็มีความสุขแล้ว แล้วมันก็เป็นเหมือนอัตโนมัติว่า งานดีเดี๋ยวเราก็เอาไปทำอะไรต่อได้อีกเยอะเลย ผมไม่เคยคิดว่าปีนี้ต้องทำให้ได้รางวัล ต่อให้งานบางชิ้นไม่ดี โจทย์ไม่น่าสนใจ ผมก็ใช้คุณภาพเท่ากัน ไม่ใช่ว่าอันนี้โจทย์ไม่ดีใช้ฝีมือ 60%พอ เพราะอย่างน้อยมันก็เป็น Portfolio เรา ผมผ่านช่วงเวลาของการบ้ารางวัลมาได้ 10 ปีแล้วมั๊ง
ถาม: คุณไม่ได้หวังรางวัลจากสแกมแอดจริงๆหรือ
ตอบ: ผมแค่เห็นว่างานนี้น่าทำ ได้ทดลอง ได้โชว์ความสามารถของเรา อย่าลืมว่าอาชีพของเราคือ ช่างภาพ การต่อยอดของอาชีพเราคือ การโชว์สิ่งที่ใหม่ เหมือนกับแบรนด์เสื้อผ้าที่ปีนึงต้องมีแฟชั่นโชว์หนนึงเพื่อให้เห็นว่าเรามี พัฒนาการไปถึงไหนแล้ว ก็เหมือนกัน มีงานเข้ามา งานนี้ detail เยอะ ต้องทำโว้ย เพราะเรารู้ว่าทำออกไปแล้วต้องมีคนพูดถึง ถ้าเราทำดีนะ ส่วนจะได้รางวัลหรือเปล่านั้นเป็นปลายทางที่เราไม่รู้