พี่แม่นเปิดประเด็นชวนให้คิดมากๆ เลยครับ
เป็นการทบทวนความรู้เรื่องศิลปะด้วย ถ้าเทียบตามหลักวิชาก็น่าจะอยู่ใน Art appreciate
ผมกลับมาอ่านทบทวนหนังสือศิลปะสงเคราะห์ ที่ศาตราจารย์ศิลป พีระศรี เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษ
แล้วพระยาอนุมานราชธนนำมาแปลเป็นภาษาไทย ได้เข้าใจความหมายเพิ่มอีกพอสมควร
แต่ให้ผมอธิบายเองอาจจะคาดเคลื่อน เอาเป็นว่าผมย่อให้อ่านอีกทีละกันนะครับ
Expression คือ การแสดงออกด้วยองค์ประกอบทางศิลปะให้เข้ากันกับความคิดและความรู้สึกของตน เพราะฉะนั้นการแสดงออกจึงเป็นดั่งพาหะเครื่องพาเอามโนภาพของศิลปินไปสู่ยังผู้อื่น
ศิลปินใดไม่สามารถแสดงความนึกเห็นเป็นมโนภาพของตนโดยอาศัยวิชาทางเทคนิค สิ่งของ และเครื่องมือที่ใช้ให้ปรากฏออกมาได้แล้ว อำนาจแห่งความนึกเห็นเป็นมโนภาพของศิลปินผู้นั้นก็จะจำกัดอยู่แต่ภายในใจ ไม่ปรากฏออกมาภายนอกได้
นักประพันธ์บทเพลงย่อมอาศัยใช้โน้ตดนตรีเป็นเครื่องแสดงออกซึ่งมโนภาพความนึกเห็นของตน
เช่นเดียวกับศิลปินภาพถ่ายก็อาศัยการบันทึกแสง สี ปรากฏการณ์รอบๆ ตัว ด้วยกล้องถ่ายภาพ เป็นเครื่องแสดงออกซึ่งมโนภาพเช่นเดียวกัน (อันนี้ผมเติมเอง)
การแสดงออก คือ ลักษณะที่ทำให้เราเข้าใจในทางพุทธิปัญญาหรือทางจิตใจแห่งศิลปกรรมที่เราดู ฟัง หรืออ่าน
และด้วยความเข้าใจนี้เองที่ทำให้เราได้ร่วมความรู้สึกทางมโนภาพของศิลปินซึ่งเป็นผู้สร้างศิลปกรรมนั้น
ความมี "รูปลักษณะ" (form) อุดมสมบูรณ์แต่ปราศจากการแสดงออก หาใช่เป็นศิลปะที่บริสุทธิ์ไม่ เป็นแต่เพียงศิลปะตกแต่งเท่านั้น (คือแค่ดูแล้วสวย แต่ไร้อารมณ์ความรู้สึก)
เช่น ถ้าถ่ายรูปนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการค้นคว้าและกำลังส่องกล้องจุลทรรศน์ ก็ควรให้มีการแสดงออกของอาการเพ่งพินิจตรึกตรอง
หากภาพถ่ายที่ขาดการแสดงออกให้เห็นเด่น กล่าวคือ ไม่มีแรงกำลังให้พวยพุ่งออกมาเพื่อจับตาจับใจคนดู อันเป็นลักษณะพิเศษแห่งการประจักษ์ทางศิลปะอันแท้จริงของภาพนั้น
ก็ถือได้ว่าภาพนั้นเป็นแค่ภาพถ่ายธรรมดาๆ
ด้วยเหตุนี้ ศิลปกรรมไม่ว่าอย่างใดๆ จะต้องมีการแสดงออก มิฉะนั้นก็จะเป็นเพียงผลิตกรรมทางเทคนิคเท่านั้น
อุอุ ยาวมากๆ ขอพักแป๊บนึงนะครับ
