.
กวีผู้แสวงหาความงามในช่วงเวลาเดียวกันที่เขาอยู่อินเดีย ไกลออกไปทางตะวันออกได้มีสงครามก่อตัวขี้นครั้งใหม่ที่เกาหลี เขาถูกส่งตัวไปยังสมรภูมิเพื่อรายงานความเป็นไปของสถานการณ์ แต่เขาปฏิเสธที่จะถ่ายภาพความรุนแรงของสงคราม เขาบอกว่าถ้าจะให้เขาไปถ่ายรูปผลกระทบของสงครามและผลกระทบต่อชีวิตของมนุษย์ เขายินดีอย่างยิ่ง แต่หากต้องการให้เขาไปถ่ายรูปความรุนแรงที่ช็อคต่อความรู้สึก เขาขอสละสิทธิ์ มันคือการยืนยันจุดยืนและการมองโลกของเขาซึ่งยึดมั่นอยู่กับความเป็นมนุษย์และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากลำบากและความทุกข์ยาก อาจกล่าวได้ว่าจากสิ่งที่เขายึดมั่นในการทำงาน เขาเป็นช่างภาพมนุษย์นิยม ในจดหมายถึงบรรณาธิการ เขายืนยันในความคิดของเขาไว้ว่า “Don’t forget that I am looking for the beauty” แต่ความงามที่เขาแสวงหาไม่ใช่ความงามในแง่ของสุนทรียศาสตร์ ที่ประกอบไปด้วยความสมบูรณ์แบบทั้งในแง่มุมกล้องและการจัดองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
ในจดหมายที่เขาเขียนถึงโรสเซลินาภรรยาของเขา หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับชีวิตที่หนักหนาสาหัสของชาวอินเดียในกัลกัตตา บิสชอฟบอกว่า หากเราไปยึดติดกับภาพถ่ายที่งดงามในแง่ของสุนทรียศาสตร์ ก็เหมือนเราตกอยู่ในกับดัก มันทำให้เรามองข้ามสาระของชีวิต ในสายตาของบิสชอฟ ชีวิตและการต่อสู้ของมนุษย์เพื่อมีชีวิตอยู่ต่างหากคือความงดงามที่เขาแสวงหา
ในที่สุด ด้วยการสนับสนุนของนิตยสาร Life และเอเจนซี Magnum Photos เขาได้เดินทางไปญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง และอินโดจีน เพื่อสำรวจชีวิตและสงคราม ที่นั่นเขาสนใจประเด็นหลังสมรภูมิ ชีวิตของประชาชนธรรมดามากกว่าในแดนหน้า ในเกาหลี แทนที่เขาจะไปถ่ายภาพสงครามในแนวหน้าเหมือนกับ “ไฮยีนาแห่งสงคราม” ที่เขากล่าวกระทบกระเทียบช่างภาพจำนวนหนึ่งที่วิ่งไล่ตามหาภาพของความรุนแรง ภาพที่ช็อค เพื่อดึงดูดคนอ่านตามที่บรรณาธิการนิตยสารต้องการ และเพื่อให้ขายได้ เขาเลือกที่จะเล่าเรื่องราวของแนวหลังที่ต้องดิ้นรนทนทุกข์ในบรรยากาศของสงคราม เขาไปสำรวจเมืองฮิโรชิมาหลังถูกถล่มด้วยระเบิดปรมณู สำรวจวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ขัดแย้งและกำลังอยู่ในระยะการเปลี่ยนผ่านภายใต้อิทธิพลอเมริกันหลังสงคราม ค่ายผู้อพยพในสงครามเกาหลี ฮ่องกงในฐานะเป็นที่พักพิงสุดท้ายของทหารจีนของเจียงไคเช็คเพื่อหนีทหารของเหมาเจ๋อตุง ชีวิตของพลเมืองเอเชียอาคเนย์ในช่วงที่สงครามเพื่ออิสรภาพกำลังก่อตัว
ในแง่ของการทำงาน แม้ว่าเขาจะประสบปัญหาเรื่องรายได้ และแม้ว่างานของเขาจะถูกตัดสินว่า “อ่อน” ในเรื่องของความน่าสนใจของบรรณาธิการบางคน แต่แวร์แนร์ บิสชอฟ ก็ยึดถือในการทำงาน และยึดมั่นในการมองโลกของเขา เขาใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานๆ เพื่อเก็บข้อมูลและพยายามมองในมุมมองเดียวกับพวกเขา เข้าใจอย่างที่พวกเขาเข้าใจ ซึมซับบรรยากาศเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจจาก “ข้อมูล” ที่เขาได้รับรู้ เหมือนกับว่าเขาพยายามวางตำแหน่งการมองจากภายในของปัญหามากกว่าการสังเกตห่างๆ อยู่รอบนอก
นอกจากเขาจะไม่เปลี่ยนแนวทางการทำงานและคิดประเด็นเพื่อที่จะขายงานให้ได้แล้ว เขายังพัฒนาตัวเองต่อไปอีกที่จะถ่ายทอดความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เขาปฏิเสธเสมอที่จะเป็นช่างภาพที่รายงานเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยความผิวเผินฉาบฉวยเกินไป และไร้ความลุ่มลึก บิสชอฟใช้เวลาในการทำงานนาน เพราะสิ่งที่เขาทำมันมากกว่าการรายงานข่าว เขาต้องการสัมผัสวิถีชีวิตผู้คน เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและผลกระทบของเหตุการณ์ต่างๆ การใช้เวลาเพียงชั่วครู่และการล่าภาพที่กระทบจิตใจโดยไม่มีความเข้าใจต่อองค์รวมที่เกิดขึ้นไม่ใช่วิถีทางของเขา ในแง่นี้เขาเริ่มเดินห่างออกจากการเป็น “ผู้รายงานเหตุการณ์” เขาบอกว่าการเป็น ผู้รายงานข่าวเป็นสิ่งที่เขาพยายามหลีกเลี่ยง
แม้ว่าแวร์แนร์ บิสชอฟ จะมีโอกาสทำงานเพียง 8-9 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่ผลงานของเขาโดดเด่นอย่างยิ่งในฐานะของช่างภาพผู้เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์และยึดมั่นในวิชาชีพ เขาแสดงให้เราเห็นความงามของชีวิต และมนุษย์ยังมีความหวังเสมอ
บรรยายภาพ
ฮ่องกง 1952 >> bischof_p
กัมพูชา 1952 >> bischof_q
อินโดจีน 1952 >> bischof_r
บนเส้นทางไปคูซโก เปรู 1954 >> bischof_t
..........................................................................................
คัดลอกมาจาก โอเพ่นออนไลน์ http://www.onopen.com/
คอลัมน์ เรื่องเล่าของบางคน เขียนโดย ศุภชัย เกศการุณกุล http://www.onopen.com/2006/02/757