Home    Forum   Gallery Help Login Register  
Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length




Pages: [1]   Go Down
Print
Topic: Ansel Adams ................. ตำนานแห่งการถ่ายภาพ Landscape  (Read 14315 times)
« on: February 01, 2008, 04:45:18 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



“I hope that my work will encourage self expression in others
and stimulate the search for beauty and creative excitement in the great world around us”   Ansel Adams

“ผมหวังว่างานของผมจะสนับสนุนให้คนอื่นๆ กล้าที่จะแสดงออกถึงตัวตนของเขา
และเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการค้นหาความงามและความตื่นเต้นอย่างสร้างสรรค์ในโลกอันยิ่งใหญ่รอบๆ ตัวเรา”

........................................


Ansel Adams ................. ตำนานแห่งการถ่ายภาพ Landscape


แปลจาก http://anseladams.com/content/ansel_info/anseladams_biography2.html
จากบทความ Ansel Adams, Photographer โดยวิลเลียม เทอร์เนจ(William Turnage)   
เผยแพร่และตีพิมพ์โดย Oxford University Press และผู้เขียน ใน American National Biography



แอนเซล อาดัมส์  (1) (๒๐ ก.พ. ๑๙๐๒ – ๒๒ เม.ย. ๑๙๘๔) เป็นช่างภาพและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  เขาเกิดที่เมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย  เป็นบุตรของนักธุรกิจชาร์ลส์ ฮิตช์ค็อก อาดัมส์ (Charles Hitchcock Adams) และนางโอลิฟ เบรย์ (Olive Bray)   ปู่ของอาดัมส์เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในธุรกิจค้าไม้  ทำให้เขาเติบโตขึ้นท่ามกลางความมั่งคั่งในบ้านที่ตั้งอยู่กลางเนินทรายใหญ่(sand dunes)ในแถบโกลเดนเกต (Golden Gate)
เมื่ออาดัมส์อายุได้สี่ขวบ aftershock (2) จากเหตุแผ่นดินไหวและไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปีค.ศ. ๑๙๐๖ ทำให้จมูกของเขาหัก และทำให้จมูกของเขามีรูปลักษณะผิดปกติตั้งแต่นั้นมา

หนึ่งปีต่อมา จู่ๆ ความมั่งคั่งของครอบครัวก็พังทลายลงในวิกฤติเศรษฐกิจของปีค.ศ. ๑๙๐๗   ต่อมาพ่อของอาดัมส์พยายามอย่างไม่ลดละที่จะกู้สถานภาพของครอบครัวให้กลับคืนมาตลอดช่วงชีวิตของเขา แต่ก็ไม่เป็นผล

อาดัมส์เป็นลูกคนเดียว  เขาเกิดเมื่อแม่ของเขามีอายุเกือบ ๔๐ ปี  การที่พ่อแม่ค่อนข้างมีอายุ  ประกอบกับประวัติอันรุ่งเรืองของครอบครัว รวมทั้งอิทธิพลจากพี่สาวของแม่ซึ่งเป็นสาวโสด  ทำให้บรรยากาศรอบตัวของอาดัมส์เหมือนอยู่ในยุควิคตอเรีย และมีความเป็นอนุรักษ์นิยมจัด    แม่ของเขามักจะทุกข์ร้อนกังวลอยู่เสมอในเรื่องที่สามีของเธอไม่สามารถคืนความมั่งคั่งให้กับครอบครัวได้ ซึ่งส่งผลให้อาดัมส์มีความคิดที่ขัดแย้งและสับสนในเรื่องนี้   ตรงกันข้ามกับพ่อของเขา ซึ่งพยายามชี้นำ สนับสนุน และให้กำลังใจแก่เขาอย่างลึกซึ้งและอดทน

อาดัมส์เป็นเด็กขี้อาย แต่มีความเป็นอัจฉริยะอยู่ในตัว ประกอบกับจมูกที่บิดเบี้ยวของเขา ทำให้เขามีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและเพื่อนๆ ที่โรงเรียน (ในเวลาต่อมาเขาเคยพูดว่าในวัยเยาว์เขาน่าจะเป็นเด็กไฮเปอร์แอคทีฟ)  เป็นไปได้ว่าเขามีความผิดปกติที่เรียกว่า dyslexia (3)

พ่อแม่ของเขาส่งเขาไปเรียนในหลายโรงเรียน  แต่ก็ประสบความล้มเหลว  ต่อมาพ่อและป้าจึงสอนหนังสือเขาที่บ้าน  ซึ่งในที่สุดอาดัมส์ก็สามารถเรียนจนได้รับ “ประกาศนียบัตรจากโรงเรียนส่วนตัวของคุณนายเคท เอ็ม วิลคินส์” ตามที่เขาเรียก  ซึ่งอาจจะเทียบเท่ากับการจบเกรด ๘ (4)
ผลสำคัญที่สุดของการมีวัยเด็กที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวและแตกต่างจากเด็กทั่วไปของอาดัมส์ก็คือความสุขที่เขาค้นพบเมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ  เห็นได้ชัดจากการที่เขาชอบเดินเป็นระยะทางไกลๆในพื้นที่ป่าของเขตโกลเดนเกต   เกือบทุกวันเขาจะเดินป่า ปีนขึ้นเนินทราย  ลัดเลาะไปตามลำธารโลโบลงไปถึงหาดเบเคอร์  หรือไปถึงสุดขอบของแผ่นดินอเมริกาเลยทีเดียว

......................................................................................
(1) อ่านตามสำเนียงอเมริกันว่า “แอนเซิ่ล อาดัมส์”  แต่ในที่นี้ขอสะกดตามแบบที่เราเคยเห็นกันโดยทั่วไป
(2) การเกิดแผ่นดินไหวอย่างไม่รุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นตามมาหลังจากการเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง
(3) dyslexia คือการมีปัญหาในการอ่านและสะกดคำอันเกิดจากภาวะบางอย่างของสมอง
(4) เทียบเท่ามัธยม ๒ ของไทย






* Ansel Adams, 1960, by Nancy Newhall.jpg (15.76 KB, 350x287 - viewed 8626 times.)

* Ansel Adams, photo from Sonoma.jpg (30.94 KB, 300x299 - viewed 8532 times.)

* ansel_adams.jpg (104.03 KB, 500x590 - viewed 8513 times.)
« Last Edit: November 02, 2008, 03:22:16 PM by Aranee » Logged
« Reply #1 on: February 01, 2008, 04:48:39 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



เมื่ออาดัมส์อายุ ๑๒ ปี เขาหัดเล่นเปียโนและอ่านโน้ตด้วยตัวเอง   ต่อมาเขาก็เข้าคอร์สเรียนดนตรีอย่างจริงจัง   ความหลงใหลในดนตรีของเขาได้เข้ามาแทนที่การศึกษาในโรงเรียน  อาดัมส์ใช้เวลาส่วนใหญ่ในอีก ๑๒ ปีต่อมาไปกับเปียโน  และเมื่อมาถึงปีค.ศ. ๑๙๒๐ เขาก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเป็นนักเปียโน   ถึงแม้ว่าในที่สุดแล้วเขาจะเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นช่างภาพ  แต่เปียโนก็เป็นสิ่งที่นำเอาแก่นสาร ระเบียบวินัย และแบบแผนมาให้กับวัยเด็กที่คับข้องใจและไม่มั่นคงของเขา   นอกจากนั้นแล้ว การเป็นนักดนตรีต้องผ่านการฝึกฝนอย่างเอาใจใส่และต้องมีทักษะที่ละเอียดละออและแม่นยำ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อศิลปะในการมองเห็น ตลอดจนงานเขียน และเทคนิคเกี่ยวกับการถ่ายภาพของเขา

ถ้าหากความรักธรรมชาติของอาดัมส์ได้ถูกบ่มเพาะขึ้นในเขตโกลเดนเกตแล้วละก็  อาจพูดได้ว่าชีวิตของเขาได้ “ถูกแต่งแต้มสีสันและเปลี่ยนแปลงท่วงทำนองโดยสัญญาณจากโลกอันยิ่งใหญ่” (5) (คำพูดของอาดัมส์เอง) ของโยเซมิตีเซียรา (6) (the Yosemite Sierra)   ตั้งแต่ปีค.ศ.๑๙๑๖ เป็นต้นมาจนกระทั่งสิ้นอายุขัย ทุกๆปีเขาใช้เวลาอยู่ที่นั่นมากทีเดียว  ตั้งแต่ครั้งแรกที่อาดัมส์ไปเยือนโยเซมิตี
เขาตะลึงงันและเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในตัว  เขาเริ่มใช้กล้องถ่ายรูปที่พ่อแม่ให้ไป (Kodak No. 1 Box Brownie) (7)  เขาเดิน ปีนป่าย สำรวจไปในพื้นที่  ก่อให้เกิดเป็นความเคารพและเชื่อมั่นในตนเองขึ้น

ในปี ค.ศ.๑๙๑๙ เขาเข้าร่วมกับเดอะเซียราคลับ (the Sierra Club) (8) และใช้เวลาช่วงฤดูร้อนในหุบเขาโยเซมิตีโดยเป็นผู้ดูแลที่พักของชมรม (LeConte Memorial Lodge)  เขาทำหน้าที่นี้ในช่วงฤดูร้อนต่อมาอีกสามปี ซึ่งทำให้เขากลายเป็นเพื่อนกับผู้นำของชมรมหลายคน  คนเหล่านี้เป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งการเคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของอเมริกาที่เพิ่งเริ่มขึ้นในช่วงนั้น 

อาดัมส์ได้พบกับเวอร์จิเนีย เบ็สท์ (Virginia Best) ภรรยาของเขา ที่โยเซมิตี  ทั้งคู่แต่งงานกันในปี ค.ศ.๑๙๒๘  และมีทายาทสองคน

เดอะเซียราคลับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในช่วงต้นๆของอาดัมส์ในฐานะช่างภาพ   เมื่อปี ค.ศ.๑๙๒๒ ภาพถ่ายและงานเขียนของเขาปรากฏสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกในบุลเลทินของชมรม และงานแสดงเดี่ยวครั้งแรกของเขาในปี ค.ศ.๑๙๒๘ ก็จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของชมรมในซานฟรานซิสโก

ในช่วงฤดูร้อนของแต่ละปีชมรมจะจัดทริปเดินป่าขึ้นเขาที่เรียกว่า High Trip เป็นเวลา ๑ เดือน  โดยปกติจะไปกันที่เซียราเนวาดา (Sierra Nevada) ซึ่งจะมีสมาชิกสนใจร่วมเดินทางกันมากถึงสองร้อยคนเลยทีเดียว  ในแต่ละวันคณะเดินทางจะเดินป่าไปยังจุดพักแรมที่สวยงามแห่งใหม่ ตามด้วยขบวนล่อ คนขนสัมภาระ พ่อครัว ฯลฯ  อาดัมส์ทำหน้าที่ช่างภาพในการเดินทางเหล่านี้ตลอดมา จนกระทั่งในช่วงปลายทศวรรษของ ค.ศ.๑๙๒๐ อาดัมส์ก็เริ่มคิดได้ว่าเขาสามารถถ่ายภาพเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ และอาชีพช่างภาพนั้นมีโอกาสที่จะทำเงินให้กับเขามากกว่าการเป็นนักเปียโนมากนัก

เมื่อถึงปี ค.ศ.๑๙๓๔ อาดัมส์ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้บริหารชมรม และเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปทั้งในฐานะศิลปินแห่งเทือกเขาเนวาดาและผู้ปกป้องโยเซมิตี

..........................................................................................

(5) "colored and modulated by the great earth gesture"
(6) sierra แปลได้ว่า เทือกเขาซึ่งส่วนใหญ่มีรูปร่างลักษณะที่โดดเด่นแปลกออกไป
(7) ดูรูปได้ที่ http://www.boxcameras.com/brown1900.html
(8) The Sierra Club  เป็นองค์กรเอกชนองค์กรหนึ่งของอเมริกาที่ทำการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม   จัดตั้งขึ้นในปี ๑๘๙๒  ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวนมาก และมีสาขาหลายแห่งอยู่ทั่วอเมริกาและแคนาดา



* ansel_adams_01.jpg (15.69 KB, 400x497 - viewed 8509 times.)

* ansel_adams_17.jpg (31.47 KB, 383x383 - viewed 7594 times.)

* Farm workers and Mt. Williamson.jpg (71.33 KB, 500x375 - viewed 8365 times.)

* Richard Kobayashi, farmer with cabbages, Manzanar Relocation Center, California.jpg (28.75 KB, 450x376 - viewed 8268 times.)
« Last Edit: February 01, 2008, 06:37:15 PM by uncleBE » Logged
« Reply #2 on: February 01, 2008, 04:51:28 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



ปี ค.ศ.๑๙๒๗ นับว่าเป็นปีที่มีมีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของอาดัมส์  เขาได้ผลิตผลงาน “ภาพถ่ายอันเกิดจากการจินตนาการล่วงหน้า” (visualized photograph) (9) ชิ้นแรกขึ้น คือภาพ Monolith, the Face of Half Dome  (10)  และเขาได้เข้าร่วม High Trip เป็นครั้งแรก

ที่สำคัญยิ่งกว่าคือเขาได้พบกับอัลเบิร์ต เอ็ม เบ็นเดอร์ (Albert M. Bender) ผู้ทรงอิทธิพลในวงการธุรกิจประกันและผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของวงการศิลปะและศิลปิน  ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่ออาดัมส์  เพียงแค่หนึ่งวันหลังจากที่ทั้งคู่ได้พบกัน เบ็นเดอร์ก็ได้วางแผนการตีพิมพ์พอร์ตโฟลิโอเล่มแรกของอาดัมส์ คือ Parmelian Prints of the High Sierras แล้ว   

มิตรภาพ  การให้กำลังใจ และการสนับสนุนด้านการเงินอย่างชาญฉลาดของเบ็นเดอร์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของอาดัมส์ไปอย่างมาก  พลังในการสร้างสรรค์และความสามารถของอาดัมส์ในฐานะช่างภาพเบ่งบานอย่างเต็มที่  เขาเริ่มมีความมั่นใจ มีหนทาง ตลอดจนทุนทรัพย์ที่จะทำให้ความฝันเป็นจริง   การอุปถัมภ์อย่างดีของเบ็นเดอร์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนนักเปียโนผู้ชำนาญให้กลายเป็นศิลปินผู้สร้างงานภาพถ่ายที่ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง   ภาพถ่ายซึ่งนักวิจารณ์อบิเกล ฟอร์สเนอร์ (Abigail Foerstner) เขียนถึงไว้ในหนังสือพิมพ์ชิคาโกทริบูน (the Chicago Tribune (11) (Dec. 3, 1992)) ว่า “ได้ทำประโยชน์ให้กับอุทยานแห่งชาติเปรียบได้กับสิ่งที่มหากาพย์ของโฮเมอร์(Homer)ได้ทำให้กับโอดิสเซียส(Odysseus)” เลยทีเดียว (12)

แม้ว่าการเปลี่ยนเส้นทางของอาดัมส์จากนักดนตรีมาเป็นช่างภาพไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด  แต่เขาก็เปลี่ยนจากการหลงใหลในดนตรีมาหลงใหลการถ่ายภาพอย่างรวดเร็วหลังจากได้พบกับเบ็นเดอร์  และโครงการตลอดจนความเป็นไปได้ต่างๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย  นอกจากเขาจะใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนตระเวนถ่ายภาพในเซียราเนวาดาแล้ว  เขายังได้เดินทางไปแถบตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาหลายครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลานาน  ทั้งนี้เพื่อทำงานร่วมกับแมรี ออสติน (Mary Austin) ราชินีแห่งวงการวรรณกรรมตะวันตก    เทาส์พเวโบล (Taos Pueblo) (13) หนังสือที่ยอดเยี่ยมของพวกเขาซึ่งได้รับการพิมพ์โดยจำกัดจำนวน ได้ออกวางตลาดในปี ค.ศ.๑๙๓๐

ในปีเดียวกันนั้น อาดัมส์ได้พบกับ พอล  สแตรนด์ (Paul Strand)  งานของช่างภาพผู้นี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่ออาดัมส์และช่วยให้เขาถอยห่างจากแนวทางการถ่ายภาพแบบพิคทอเรียล (pictorial style) (14) ที่เขาชื่นชอบอยู่ในช่วงทศวรรษของปี ค.ศ.๑๙๒๐     อาดัมส์เริ่มหันมายึดแนวทางการถ่ายภาพแบบ “straight photography” ซึ่งเน้นความคมชัดของเลนส์ และผลงานภาพถ่ายที่ได้ไม่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง  ไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ ทั้งจากกล้องถ่ายรูปและกระบวนการในห้องมืด (“ปรับเปลี่ยน”ในที่นี้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงความคมชัดหรือส่วนประกอบของตัวแบบที่ถูกถ่ายภาพ  เทคนิคต่าง ๆ เช่น การบังและการเผา ตลอดจนโซนซิสเต็ม Zone System ซึ่งอาดัมส์เป็นผู้บัญญัติขึ้น เป็นสิ่งที่ใช้ในการ“ปรับเปลี่ยน”โทนและทำให้ศิลปินสามารถสร้างภาพที่แตกแต่างไปจากสิ่งที่ได้บันทึกเอาไว้จริงๆได้)

ในเวลาไม่นาน อาดัมส์ได้กลายมาเป็นเสาหลักสำคัญของการถ่ายภาพแบบ straight photography

..................................................................................

(9) เป็นการจินตนาการถึงผลงานที่จะออกมาและวางแผนตั้งแต่การกำหนด exposure กระบวนการล้างฟิล์มและอัดรูป  การบังและเผา ก่อนที่จะกดชัตเตอร์ 
(10) ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.hcc.commnet.edu/artmuseum/anseladams/details/monolith.html
(11) หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของชิคาโก
(12)  Homer เป็น “ตำนานกวี” สมัยกรีกโบราณ (เขาเป็น”ตำนาน”มากกว่าเป็น”บุคคลในประวัติศาสตร์”  เพราะไม่มีหลักฐานที่ใช้ยืนยันแน่ชัดได้ถึงการคงอยู่ของ Homer)  เขาเป็นที่รู้จักในนามผู้แต่งกวีมหากาพย์ “โอดิสซี” (The Odyssey) และ “อิลเลียด”(The Iliad)   ผลงานของเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นบทกวีที่แสดงถึงความเป็นอัจฉริยะของผู้แต่ง  และมักถูกใช้อ้างอิงเป็นตัวแทนของบทกวีในช่วงแรกเริ่มของยุคคลาสสิค  อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงปัจจุบันนักวิชาการหลายกลุ่มเชื่อว่า The Odyssey และ The Iliad เป็นผลจากการท่องจำปากเปล่าต่อๆกันมาเป็นเวลานาน  บางพวกมีความเห็นว่ามีลักษณะของการประพันธ์ที่แตกต่างกันอยู่  แสดงให้เห็นว่ามีผู้แต่งหลายคน  จึงเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันอยู่ว่ามหากาพย์ทั้งสองเรื่องถือว่าเป็นผลงานของ Homer ได้หรือไม่
Odysseus เป็นตัวเอกในกวีมหากาพย์ The Odyssey และ The Iliad   เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะวีรบุรุษกรีกโบราณ
(จากผู้แปล : ถ้านึกกันไม่ออกละก็  โอดิเซียสนี่แหละที่เป็นต้นคิดอุบายม้าไม้ที่มีทหารอยู่ข้างใน ซึ่งทำให้กรุงทรอย (Troy) ต้องแตกลงในที่สุด)
 
(13) Taos เป็นเมืองในมลรัฐนิวเม็กซิโก  ส่วน  pueblo อาจหมายถึงสิ่งก่อสร้างแบบหนึ่งซึ่งสร้างโดยชาวอินเดียนแดงบางเผ่าในมลรัฐแอริโซนาและนิวเม็กซิโก  หรืออาจหมายถึงหมู่บ้านอินเดียนแดงในแถบนั้นก็ได้
(14) การถ่ายภาพแนว pictorial โดยทั่วไปเป็นการใช้เทคนิคต่างๆในการจัดการกับภาพถ่ายเพื่อให้ได้ภาพในแบบที่ศิลปินแต่ละคนต้องการ  โดยอาจเป็นการใช้การโฟกัส  การใช้ฟิลเตอร์  การเปลี่ยนแปลงภาพในกระบวนการอัดลงกระดาษ  ตลอดจนการตกแต่งพื้นผิวของกระดาษ   ภาพถ่ายแนวนี้ส่วนใหญ่จะเลียนแบบภาพวาดแนว Impressionism



* Church, Taos Pueblo 1942.jpg (24.61 KB, 383x383 - viewed 8239 times.)

* Church, Taos Pueblo 1942_02.jpg (22.97 KB, 383x383 - viewed 8150 times.)

* Clearing Winter Storm, Yosemite National Park 1937.jpg (35.17 KB, 383x383 - viewed 8145 times.)

* Dogwood Blossoms 1938.jpg (32.09 KB, 383x383 - viewed 8164 times.)
« Last Edit: February 01, 2008, 06:38:30 PM by uncleBE » Logged
« Reply #3 on: February 01, 2008, 04:53:22 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



ในปี ค.ศ.๑๙๒๗ อาดัมส์ได้พบกับเอ็ดเวิร์ด เว็สตัน (15) (Edward Weston)  พวกเขากลายมาเป็นเพื่อนและเพื่อนร่วมงานที่มีความสำคัญต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ   ในปี ค.ศ.๑๙๓๒ กลุ่มเอฟ/๖๔ (Group f/64) อันเลื่องชื่อได้ถูกก่อตั้งขึ้นจากการผสมผสานกันระหว่างความยิ่งใหญ่อันเป็นที่ยอมรับกันของเว็สตัน และพลังงานอันล้นเหลือของอาดัมส์   ถึงแม้จะถูกจัดตั้งขึ้นอย่างไม่เคร่งครัดและคงอยู่ไม่นานนัก  แต่ Group f/64 ก็ได้ทำให้ straight photography ซึ่งเป็นที่รู้จักเฉพาะในเขตฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ได้รับความสนใจและมีอิทธิพลในระดับประเทศ   หลังจากนั้นไม่นานพิพิธภัณฑ์เดอยัง (De Young Museum) ในซานฟรานซิสโกจัดแสดงภาพถ่ายให้กับ Group f/64   และในปีเดียวกันนั้นพิพิธภัณฑ์นี้ยังได้จัดแสดงภาพถ่ายเดี่ยว (one-man museum show)ให้กับอาดัมส์อีกด้วย

ในช่วงต้นทศวรรษของปี ค.ศ.๑๙๓๐ อาดัมส์พุ่งขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งความสามารถและพลังงานตลอดจนกิจกรรมต่างๆ อันมีอยู่อย่างไม่ขาดสายของเขา

เขาได้ไปเยือนนิวยอร์คครั้งแรกในปี ค.ศ.๑๙๓๓ เพื่อพบกับอัลเฟร็ด สตีกลิตซ์ (Alfred Stieglitz) ช่างภาพผู้ซึ่งมีผลงานและหลักปรัชญาที่อาดัมส์ชื่นชมที่สุด  และเป็นช่างภาพผู้ซึ่งได้ใช้ชีวิตในการอุทิศตนแก่วิชาชีพอย่างที่อาดัมส์มุ่งมั่นที่จะทำให้ได้    ความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นไปอย่างเอาจริงเอาจัง  พวกเขาติดต่อกันบ่อยครั้ง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเป็นไปอย่างลึกซึ้งและกว้างขวางในทางปัญญา

ถึงแม้ว่าอาดัมส์จะผูกพันกับพื้นที่ฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาอย่างลึกซึ้ง แต่เขาก็ได้ใช้เวลามากทีเดียวในนิวยอร์คในระหว่างช่วงสองทศวรรษของปี ค.ศ.๑๙๓๐ และ ๑๙๔๐  และการใช้เวลาร่วมกับสตีกลิตซ์ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตในฐานะศิลปินของเขา

ในปี ค.ศ.๑๙๓๓ เด็ลฟิค แกลเลอรี่ (the Delphic Gallery) ได้จัดการแสดงภาพถ่ายให้กับเขา  ซึ่งนับเป็นการแสดงภาพถ่ายครั้งแรกในนิวยอร์คของอาดัมส์   บทความทางด้านเทคนิคชุดแรกของเขาได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารแคเมราคราฟท์ (Camera Craft) ในปี ค.ศ.๑๙๓๔   และ Making a Photograph หนังสือที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางเป็นเล่มแรกของเขา ได้ออกวางตลาดในปี ค.ศ.๑๙๓๕    ที่สำคัญที่สุดคือสตีกลิตซ์ได้ให้อาดัมส์เปิดแสดงภาพเดี่ยว (one-man show) ที่ An American Place

อย่างไรก็ตาม  ความมีชื่อเสียงของอาดัมส์ไม่ได้ช่วยให้สถานะทางเศรษฐกิจของเขาดีขึ้นเลย  ในจดหมายลงวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.๑๙๓๕ เขาเขียนถึงเว็สตันว่า “ผมมีงานยุ่งมาตลอด แต่ถังแตก  ดูเหมือนว่าผมจะทำให้ฐานะทางการเงินของตัวเองดีขึ้นมาไม่ได้เลย”   สถานการณ์บังคับให้เขาต้องถ่ายภาพเพื่อการค้า (commercial photography)   ลูกค้าของเขามีตั้งแต่ผู้ได้รับสัมปทานในการทำกิจการชั่วคราวในโยเซมิตี,   the National Park Service (16) ,  Kodak, Zeiss, IBM, AT&T  ไปจนถึงวิทยาลัยสตรีแห่งหนึ่ง  และยังมีบริษัทผลิตผลไม้แห้ง  นิตยสาร Life  นิตยสาร Fortune และนิตยสาร Arizona Highways   หรือโดยสรุปคืองานทุกอย่างตั้งแต่การถ่ายภาพบุคคล  งานแคตาลอก ไปจนถึงงาน Caloramas (17)  จนเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๓๘ เขาเขียนจดหมายถึงเดวิด แม็คอัลพิน (David McAlpin )เพื่อนของเขาว่า “ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างในเร็วๆนี้เพื่อให้ตัวเองกลับมาอยู่ในแนวทางที่ควรจะเป็นในการถ่ายภาพเสียที   ตอนนี้ผมจมอยู่ในงาน commercial จริงๆ นะ  มันจำเป็นก็จริง  แต่มันรั้งผมเอาไว้จากงานสร้างสรรค์มากๆ เลย”

ถึงแม้ว่าอาดัมส์ได้กลายมาเป็นช่างภาพ commercial ที่มีความสามารถและความชำนาญอันโดดเด่น  เขาก็ยังคงได้รับงานไม่สม่ำเสมอ  ทำให้เขาต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องการเงินอยู่เรื่อยๆ   สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเขายังคงไม่มั่นคงอยู่เสมอๆ อันเป็นสาเหตุของความเครียดไปจนถึงช่วงปลายของชีวิต

.......................................................................

(15)  ช่างภาพที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากอีกท่านหนึ่ง http://www.etcfoto.com/forum/index.php/topic,156.0.html
(16)  หน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐที่ทำหน้าที่ดูแลอุทยานแห่งชาติทั้งหมดในประเทศ
(17) คำนี้ไม่มีในพจนานุกรม  โดยรากศัพท์น่าจะแปลได้ว่าการผสมสี  แต่โดยการค้นหาในอินเตอร์เน็ต  ผู้แปลค่อนข้างแน่ใจว่าหมายถึงงานภาพถ่ายขนาดใหญ่ซึ่งส่วนมากใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์  จนมาถึงในปัจจุบัน น่าจะหมายรวมถึงงานป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ทั้งหมด(อาจเป็นอิเล็คทรอนิคก็ได้)ซึ่งอาจรวมถึงงานที่ไม่ใช่ภาพถ่ายก็ได้


* Bridalveil Fall.jpg (139.95 KB, 600x877 - viewed 9050 times.)

* Road after rain, North coast ,CA.jpg (27.18 KB, 383x383 - viewed 8101 times.)

* The Tetons Snake River Wyoming, 1942.jpg (39.39 KB, 500x400 - viewed 8061 times.)
« Last Edit: February 02, 2008, 03:12:15 PM by uncleBE » Logged
« Reply #4 on: February 01, 2008, 05:00:08 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



ความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคของอาดัมส์นั้นเรียกได้ว่าเป็นตำนานเลยทีเดียว  เขาได้สนุกสนานกับทฤษฎีและวิธีปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการถ่ายภาพมากกว่าช่างภาพผู้สร้างสรรค์คนอื่นๆ ไม่ว่าจะก่อนหน้าเขาหรือหลังจากเขา  เว็สตันและสแตรนด์ปรึกษาเขาอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับเทคนิคในกระบวนการถ่ายภาพ  เขาเป็นที่ปรึกษาอันดับหนึ่งด้านการถ่ายภาพให้กับ Polaroid และ Hasselblad  และให้คำปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการด้านการถ่ายภาพแก่อีกหลายๆ แห่ง  อาดัมส์ได้พัฒนา “Zone System” อันเลื่องชื่อขึ้น  ซึ่งเป็นระบบที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ใช้ในการควบคุมและเชื่อมโยงการกำหนด exposure เข้ากับกระบวนการล้างฟิล์มและอัดรูป  อันจะทำให้ช่างภาพสามารถจินตนาการภาพถ่ายที่ตนเองต้องการไว้ล่วงหน้า (visualize) และสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายออกมาได้ตรงตามที่ได้จินตนาการเอาไว้   เขาได้ผลิตผลงานคู่มือทางด้านเทคนิคการถ่ายภาพเอาไว้ ๑๐ เล่ม ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการถ่ายภาพที่มีอิทธิพลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

พลังและสมรรถนะในการทำงานของอาดัมส์นั้นมากมายมหาศาล  ในแต่ละวันเขามักจะทำงานถึง ๑๘ ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น เป็นเวลาหลายๆ วันหรือหลายสัปดาห์ติดต่อกัน  ไม่มีการลาพักร้อน วันหยุดหรือวันอาทิตย์ในชีวิตของอาดัมส์   หลายๆ ครั้ง หลังจากได้ทำงานอย่างหนักติดต่อกันมาระยะหนึ่ง เขาจะกลับไปซานฟรานซิสโกหรือโยเซมิตี จากนั้นไม่นานเขาจะกลับมาพร้อมกับไข้หวัด และนอนซมอยู่บนเตียงเป็นเวลาหลายวัน

นอกจากนั้นแล้วการใช้ชีวิตที่ไม่เคยอยู่นิ่งของเขานั้นถูกกระตุ้นด้วยแอลกอฮอล์ที่เขาชอบเป็นพิเศษ และโดยกิจกรรมทางสังคมกับเพื่อนฝูงและผู้ร่วมงาน   ดังที่โบมอนท์ นีวอล (Beaumont Newhall) เขียนเอาไว้ในหนังสือบันทึกประสบการณ์ในชีวิตการถ่ายภาพของเขา คือ โฟกัส เม็มมัวร์สออฟไลฟ์อินโฟท็อกกราฟี (18) (FOCUS: Memoirs of Life in Photography (1993)) ว่า “แอนเซลชอบสังสรรค์  เขาเป็น party man ที่เยี่ยมยอด  ชอบทำให้คนอื่นๆ สนุกสนานเพลิดเพลิน  เขามีบุคลิกที่มีอำนาจดึงดูดและมักจะเป็นจุดสนใจของคนอื่นอยู่เสมอ”

อาดัมส์บอกว่าตัวเขาเป็นช่างภาพ  ผู้สอน (lecturer) และนักเขียน   น่าจะตรงกว่าถ้าจะบอกว่าเขาเป็นผู้สื่อสาร(communicator)    เขาเดินทางไปทั่วประเทศอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อแสวงหาทั้งความงามของธรรมชาติที่เขาเคารพและถ่ายภาพ และผู้ดูภาพซึ่งเขาต้องการ   อาดัมส์รู้สึกว่าเขามีหน้าที่ที่จะต้องยกระดับการถ่ายภาพให้เป็นงานวิจิตรศิลป์  เขามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งแผนกการถ่ายภาพขึ้นเป็นครั้งแรก ณ  The Museum of Modern Art ในนิวยอร์ค   การทำงานที่พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวได้บ่มเพาะให้เกิดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดในชีวิตการทำงานของอาดัมส์  นั่นคือความสัมพันธ์ของอาดัมส์กับโบมอนท์และแนนซี (Nancy) นีวอล  โดยโบมอนท์นั้นเป็นนักประวัติศาสตร์และผู้บริหารพิพิธภัณฑ์  ส่วนแนนซีเป็นนักเขียนและนักออกแบบ  การทำงานร่วมกันของพวกเขากล่าวได้ว่าเป็นความร่วมมือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการถ่ายภาพของศตวรรษที่ยี่สิบ  ในช่วงสองทศวรรษของปี ค.ศ.๑๙๕๐ และ ๑๙๖๐ แนนซีและอาดัมส์ได้ผลิตผลงานเป็นจำนวนมากที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์  ทั้งงานหนังสือและงานแสดงภาพถ่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง This is the American Earth (1960) ของ the Sierra Club  ซึ่งมีบทบาทสำคัญร่วมกับ Silent Spring งานเขียนอันยอดเยี่ยมของเรเช็ล คาร์สัน (Rachel Carson) ในการก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชนในวงกว้างขึ้นเป็นครั้งแรก

..............................................

(18)  photograph   อ่านว่า  โฟโตกราฟ   ,   photographic  อ่านว่า  โฟโตกราฟฟิค 
photographically  อ่านว่า   โฟโตกราฟฟิคลี   ,  photography   อ่านว่า  โฟทอกกราฟี   
photographer  อ่านว่า  โฟทอกกราเฟอร์



* Moonrise over Hernandez, New Maxico 1941.jpg (13.77 KB, 383x383 - viewed 7988 times.)

* Winter sunrise, The Sierra Nevada, from Lone Pine, California 1944.jpg (36.14 KB, 383x383 - viewed 7973 times.)

* Zabriskie Point, Death Valley, CA 1942.jpg (51.75 KB, 400x497 - viewed 7870 times.)
« Last Edit: February 01, 2008, 06:40:03 PM by uncleBE » Logged
« Reply #5 on: February 01, 2008, 05:03:32 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



อาดัมส์เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง  ตลอดระยะเวลาหลายปีเขาได้เข้าร่วมการประชุมนับครั้งไม่ถ้วน และเขียนจดหมายเป็นพันๆ ฉบับเพื่อสนับสนุนปรัชญาในการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเขา  จดหมายเหล่านี้ได้ส่งไปถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต่างๆ  เพื่อนร่วมชมรมเซียราคลับและวิลเดอร์เน็สโซไซเอตี (Wilderness Society) (19) หน่วยงานของรัฐ ตลอดจนนักการเมือง    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากคืองานภาพถ่ายของเขา    ภาพถ่ายของเขาได้กลายมาเป็นสัญญลักษณ์  เป็นตัวแทนอันแท้จริงของธรรมชาติในอเมริกา  เมื่อผู้คนนึกถึงอุทยานแห่งชาติของเซียราคลับ หรือนึกถึงธรรมชาติ  มักมีภาพถ่ายของอาดัมส์ปรากฏขึ้นในใจของพวกเขาเสมอ   ภาพถ่ายขาวดำของอาดัมส์ไม่ใช่สิ่งที่“บันทึก”เอาธรรมชาติไว้อย่างที่มันเป็น  หากแต่เป็นสิ่งที่ขุดค้นเข้าไปในจิตใจ และนำเอาความรู้สึกแท้จริงที่มีต่อความงามของธรรมชาติออกมาให้ประจักษ์ในใจของผู้ดู   อาดัมส์ได้สรรค์สร้างความรู้สึกถึงความงามอันสูงส่งของธรรมชาติอันบันดาลให้ผู้ดูเกิดอารมณ์ความรู้สึกต่อ“พื้นที่ธรรมชาติ”(wilderness) (20) เทียบได้กับความยิ่งใหญ่และสูงส่งนั้น  ซึ่งบ่อยครั้งนั้นมีพลังต่อความรู้สึกยิ่งกว่าพื้นที่ธรรมชาติจริงๆเสียอีก (21)

สำหรับอาดัมส์ ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญสำหรับเขาเป็นพิเศษได้แก่อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี  ระบบอุทยานแห่งชาติ (national park system)  และเหนือสิ่งอื่นใดคืกการรักษาไว้ซึ่งพื้นที่ธรรมชาติ (wilderness)   เขามุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่เขาเรียกว่าประเด็นทางด้านอารมณ์และจิตวิญญาณของอุทยานและพื้นที่ธรรมชาติ (spiritual-emotional aspects of parks and wilderness)  และเขาได้ทำการต่อต้านการสร้างรีสอร์ทของ the National Park Service อย่างไม่ลดละ เนื่องจากการสร้างรีสอร์ทนี้ได้ทำให้เกิดการพัฒนาเกินควรในเขตอุทยานและทำให้เอกชนผู้ได้รับสัมปทานการก่อสร้างมีอิทธิพลมากเกินไปในอุทยาน 

แต่เรื่องต่างๆ ที่อาดัมส์เข้าไปมีส่วนร่วมนั้นมีมากและครอบคลุมกว้างขวางเสียเหลือเกิน   เขาต่อสู้เพื่อให้มีอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ๆ    เพื่อกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่ธรรมชาติ     เพื่ออลาสกา    เพื่อชายฝั่งบิกเซอร์ (Big Sur Coast) อันเป็นที่รักของเขาในแคลิฟอร์เนียตอนกลาง  เพื่อป่าแห่งต้นไม้ยักษ์  redwoods     เพื่อสิงห์โตทะเลและนากทะเลที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์    และเพื่ออากาศและน้ำที่สะอาด     นอกจากนั้น เนื่องจากเขาสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลและเหมาะสม  อาดัมส์ยังต่อต้านการก่อสร้างต่างๆ ที่เกินความจำเป็น ตลอดจนการกระทำต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นการไม่ซื่อสัตย์หรือไม่ฉลาด       อย่างไรก็ตาม เขาจะปฏิบัติต่อฝ่ายตรงข้ามอย่างเคารพและสุภาพเสมอ

ถึงแม้ว่าอาดัมส์จะมีความรักที่ยิ่งใหญ่ให้กับธรรมชาติ  แต่สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ  เป็นอาชีพ  เป็นเหตุผลในการคงอยู่ของเขา ก็คือการถ่ายภาพ   อาดัมส์ไม่เคยสร้างงานภาพถ่ายใดๆ เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ  เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ค.ศ.๑๙๗๗ เขาเขียนจดหมายถึงทิม ฮิล (Tim Hill) ซึ่งเป็นผู้จัดพิมพ์งาน (publisher) ของเขาว่า “ผมรู้ว่าทุกวันนี้ผมควรจะถูกคนมากมายต่อว่า  แต่ผมได้ถูกฝึกมาให้คิดว่าศิลปะนั้นสัมพันธ์กับความงามที่ยากจะอธิบายได้ และจุดมุ่งหมายของศิลปะก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับระดับของจิตวิญญาณ (แนวคิดแย่ๆแบบวิคตอเรียนหละนะ!!)”

......................................................................................

(19)  The Wilderness Society  เป็นองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมองค์กรหนึ่งของอเมริกาที่จัดตั้งขึ้นในปี ๑๙๓๕  โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องพื้นที่ธรรมชาติของอเมริกา  ปัจจุบันมีสมาชิกเป็นจำนวนมากและมีสาขาอยู่ในหลายประเทศ
(20) wilderness หมายถึงบริเวณที่เป็นไปตามธรมชาติ ไม่มีการรบกวนของมนุษย์  ซึ่งรวมพื้นที่ทุกลักษณะ ทั้งป่า ภูเขา ที่ราบสูง ทะเลทราย ฯลฯ
(21) จากผู้แปล : จุดนี้ผู้เขียนอาจจะทำให้มันเข้าใจยากไปสักนิด  แต่พูดง่ายๆก็คือแอนเซลไม่ได้เน้นการบันทึกภาพสิ่งที่เป็นอยู่จริงๆ  เขาเน้นการสื่ออารมณ์ความรู้สึกจากภายใน  นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาใช้ภาพขาวดำเป็นสื่อกลาง


* Edward Weston, Camel highlands, CA 1945.jpg (53.48 KB, 400x497 - viewed 7838 times.)

* Mount McKinley, Alaska 1948.jpg (21.73 KB, 383x383 - viewed 7777 times.)

* Roots, Foster gardens, Honolulu 1948.jpg (41.38 KB, 400x497 - viewed 7718 times.)
« Last Edit: February 01, 2008, 06:40:41 PM by uncleBE » Logged
« Reply #6 on: February 01, 2008, 05:06:01 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



อาดัมส์ถูกวิจารณ์อยู่บ่อยๆ ว่าเขาล้มเหลวในการรวมเอามนุษย์หรือสิ่งที่แสดงถึงมนุษยชาติเข้าไว้ในภาพถ่ายทิวทัศน์ (landscape) ของเขา   Henri Catier-Bresson ช่างภาพผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศสได้เคยให้ความเห็นอันเป็นที่รู้จักกันดีว่า “โลกนี้กำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่อาดัมส์กับเว็สตันกลับเอาแต่ถ่ายรูปหินกับต้นไม้” (อาดัมส์ได้เคยกล่าวถึงคำพูดนี้ไว้ใน Oral History, Univ. of Berkeley หน้า ๔๙๘)   บรรดานักวิจารณ์มักจะอธิบายลักษณะของอาดัมส์ว่าเป็นช่างภาพผู้ถ่ายภาพพื้นที่ธรรมชาติในอุดมคติที่ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป (a photographer of an idealized wilderness that no longer exists)    แต่ในทางตรงกันข้าม สถานที่ที่อาดัมส์ได้ถ่ายภาพเอาไว้ก็คือพื้นที่ธรรมชาติและอุทยานแห่งชาติที่ได้รับการปกป้องเอาไว้ตลอดมา  โดยมีไม่กี่ที่เท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น    ในอเมริกามีพื้นที่ธรรมชาติต่างๆ เป็นบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลที่ยังคงความเป็นธรรมชาติและได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง  ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผลมาจากความพยายามของอาดัมส์และบรรดาเพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ของเขา

ชื่อของอาดัมส์ที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ศิลป์นั้นถูกจัดให้อยู่ในพวกศิลปะที่ค่อนไปทางแบบดั้งเดิม คือมีแบบแผนและค่อนข้างยึดธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยมีมา (traditional art)    อาดัมส์เป็นบุคคลสำคัญคนสุดท้ายและเปรียบได้กับสัญลักษณ์ที่กำหนดขอบเขตของ “ขนบแบบโรแมนติคของจิตรกรรมและถ่ายภาพทิวทัศน์ของอเมริกาในช่วงศตวรรษที่สิบเก้า” (the romantic (22) tradition of nineteenth-century American landscape painting and photography)   อาดัมส์มักจะอ้างว่าเขาไม่ได้รับอิทธิพลใดๆ จากใครหรืออะไรทั้งสิ้น  แต่ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ เขามั่นคงอยู่ในขนบของ Thomas Cole, Frederic Church, Albert Bierstadt, Carlton Watkins, และ Eadweard Muybridge (23)  นอกจากนั้นเขายังเป็นทายาทโดยตรงของกลุ่มบุคคลชาวอเมริกันที่เรียกตัวเองว่าอเมริกัน ทรานเซนเดนทอลลิสท์ (American Transcendentalists) (24) เช่น Ralph Waldo Emerson, Henry David Thoreau และ John Muir   เขาเติบโตขึ้นมาในช่วงเวลาและสถานที่ซึ่งความเชื่อและคติที่เขายึดมั่นได้ถูกก่อร่างขึ้นโดยการนำประเทศของประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเว็ลท์ (Theodore Roosevelt) กับคติความเป็นชาติอเมริกันอันแข็งแกร่ง (25)   โดยความรู้สึกถึงจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน   และโดยแนวคิดที่ว่า อารยธรรมของยุโรปได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมในประเทศใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “ฝั่งตะวันตกแห่งใหม่” (the new West)

อาดัมส์ถึงแก่กรรมที่เมืองมอนทาเรย์ (Monterey) มลรัฐแคลิฟอร์เนีย (26)

...............................................................................

(22) หมายถึงศิลปะแบบโรแมนติค  อ่านรายละเอียดได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Romanticism
(23) Thomas Cole, Frederic Church และ Albert Bierstadt  เป็นจิตรกร   ส่วน Carlton Watkins และ Eadweard Muybridge เป็นช่างภาพ ทั้งหมดเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในช่วงศตวรรษที่สิบเก้าที่มีผลงานภาพทิวทัศน์ในอเมริกา  โดยเฉพาะ Carlton Watkins และ Eadweard Muybridge  เป็นช่างภาพที่เริ่มถ่ายภาพทิวทัศน์ของโยเซมิตีในยุคแรกๆ
(24) แนวคิดแบบ Transcendentalism นั้นค่อนข้างเข้าใจยาก  มันเกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้าในแถบนิวอิงแลนด์ ทางฝั่งตะวันออกของอเมริกา และเริ่มมาจากความคิดต่อต้านแนวคิดทางศาสนาคริสต์บางประการ  โดยสรุปแล้วอาจกล่าวได้ว่าพวก Transcendentalists นั้นเชื่อในความสามารถบางประการทางจิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคน  ซึ่งเป็นความสามารถที่มีอยู่เหมือนๆกัน  พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนต่างก็มีความสามารถในการหยั่งรู้ด้วยตนเอง    คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้จึงเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมโดยสนับสนุนความเท่าเทียมกันของมนุษย์แต่ละคนและความมีอิสระที่จะตัดสินใจด้วยตนเองของปัจเจกชน  เช่นพวกเขาจะต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว  การกีดกันทางเพศ เป็นต้น  (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://en.wikipedia.org/wiki/Transcendentalism, http://www.transcendentalists.com/what.htm ฯลฯ)
(25) ผู้เขียนใช้คำว่า "muscular" Americanism   ซึ่งตรงนี้หลังจากค้นคว้าอยู่นานผู้แปลก็ยังคงไม่แน่ใจนักว่าแปลได้ถูกต้องตามความหมายแฝงหรือไม่   ลองอ่านความคิดของรูสท์เว็ลท์เกี่ยวกับอเมริกันนิสซึ่มได้ที่ http://www.theodore-roosevelt.com/trta.html
(26) แอนเซลเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวอันเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง ที่ Community Hospital of the Monterey Peninsula ในเมือง Monterey ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของเขาใน Carmel เมื่อเขามีอายุได้ 82 ปี



* Aspens, Northern New Maxico 1958.jpg (33.5 KB, 383x383 - viewed 7714 times.)

* Aspens, Northern New Maxico 1958 _02.jpg (42.81 KB, 383x383 - viewed 7668 times.)

* Maroon Bell, Near Aspen, Colorado 1951.jpg (32.77 KB, 383x383 - viewed 7624 times.)

* White brances , Momo lake, Ca 1950.jpg (26.4 KB, 400x497 - viewed 7579 times.)
« Last Edit: February 01, 2008, 06:41:37 PM by uncleBE » Logged
« Reply #7 on: February 01, 2008, 05:08:55 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



ดังที่ John Swarkowski ได้เขียนเอาไว้ในบทนำของหนังสือ Classic Images (1985) ของอาดัมส์ ว่า “ความรักที่ชาวอเมริกันได้ให้กับแอนเซล อาดัมส์และงานของเขาในช่วงปลายของชีวิต และที่พวกเขายังคงแสดงออกอย่างกระตือรือร้นและต่อเนื่องมาตั้งแต่อาดัมส์ได้เสียชีวิตลงนั้น ถือเป็นปรากฏการณ์พิเศษ  อาจกล่าวได้ว่าไม่อาจมีศิลปิน visual art (27) ผู้ใดเทียบเคียงได้ในเรื่องปฏิกิริยาตอบรับจากผู้ชม”   

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?  อะไรที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์พิเศษนี้?

สิ่งที่อาดัมส์ถ่ายภาพคือ ความงามแห่งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของฝั่งตะวันตกของอเมริกานั้น มี “ความเป็นอเมริกัน” อยู่อย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย และเครื่องมือที่เขาเลือกใช้ คือกล้องถ่ายรูป เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถเป็นตัวแทนวัฒนธรรมของศตวรรษที่ยี่สิบได้เป็นอย่างดี  นอกจากนั้นเขายังมีบุคลิกที่มีสเน่ห์ดึงดูดใจคน และมีความเชื่อมั่นในผู้คนและธรรมชาติของความเป็นมนุษย์   อาดัมส์ใช้พลังของเขาในการทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนร่วมชาติโดยการอุทิศเวลาทั้งชีวิตของเขาเพื่อรักษาพื้นที่ธรรมชาติในอเมริกาเอาไว้  หลักปรัชญาและการมองโลกในแง่ดีของอาดัมส์กระทบใจของคนในชาติ   เขาเชื่อในความเป็นไปได้ที่คนและธรรมชาติจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลย์  มากกว่าที่บุคคลที่มีอิทธิพลท่านอื่นๆในยุคของเขาเชื่อ   เป็นการยากที่จะจินตนาการว่ามีแอนเซล อาดัมส์สักคนเกิดขึ้นมาในยุโรป  และยากเช่นกันที่จะหาศิลปินคนใดที่มีความเป็นอเมริกันทั้งในด้านศิลปะและบุคลิกภาพได้เช่นนี้

เอกสารและสิ่งของสำคัญจำนวนมากของอาดัมส์ได้ถูกจัดเก็บเอาไว้ที่ the John P. Schaefer Center for Creative Photography ณ the University of Arizona ในเมือง Tucson    ของเหล่านี้ประกอบไปด้วยเอกสารทางวิชาการ  บันทึกถึงสิ่งที่น่าจดจำ  ฟิล์มเน็กกาทีฟ  ภาพถ่าย “fine prints” (28) หลายภาพ  ตลอดจนงาน “proof prints” (29) จำนวนมาก  ส่วนหนึ่งของงานเขียนของเขาที่เกี่ยวข้องกับ the Sierra Club ถูกเก็บไว้ที่ the Bancroft Library ณ the University of California ในเมือง Berkeley

หนังสือ Ansel Adams: An Autobiography (1985) ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดีเมื่อเขาเสียชีวิตลง และ Mary Street Alinder ผู้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ได้เขียนต่อจนจบ    หนังสืออัตชีวประวัติเล่มนี้เล่าถึงชีวิตของอาดัมส์ในด้านที่สว่างไสวจากแง่มุมที่ได้เลือกเฟ้นมาแล้ว

Letters and Images (1988)  เป็นการรวบรวมติดต่อทางจดหมายของอาดัมส์กับบุคคลอื่น  ประกอบไปด้วยจดหมายและการ์ดบางฉบับที่น่าสนใจที่อาดัมส์เขียน  จากจำนวนทั้งหมดประมาณหนึ่งแสนฉบับตลอดชีวิตของเขา

............................................................................................. 

(27)  ศิลปะที่เสพย์โดยการดูด้วยตาเป็นหลัก เช่น งานภาพถ่าย  ภาพเขียน งานปั้น  เป็นต้น
(28) ภาพถ่ายที่เป็นผลงานในขั้นสุดท้าย พร้อมจะนำไปแสดงหรือนำไปขาย
(29) ภาพถ่ายที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนการทำงานในเบื้องต้นก่อนที่จะได้ผลงานขั้นสุดท้ายออกมา



* El Capitan, Winter, sunrise, Yosemite National Park 1968.jpg (23.46 KB, 383x383 - viewed 7560 times.)

* LA-Freeway-Ansel-Adams.jpg (68.97 KB, 379x406 - viewed 7506 times.)

* Monolith,-The-face-of-half-.jpg (96.5 KB, 499x670 - viewed 7493 times.)
« Last Edit: February 01, 2008, 06:42:25 PM by uncleBE » Logged
« Reply #8 on: February 01, 2008, 05:10:24 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



อาดัมส์ได้เขียนและให้ภาพประกอบในบทความและบทวิจารณ์เป็นร้อยๆ บทตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๒๒ จนถึง ๑๙๘๔

เขาได้ตีพิมพ์พอร์ทโฟลิโอซึ่งรวบรวมภาพถ่ายต้นฉบับ (original photographic prints) ทั้งหมด ๘ เล่ม ใน ปีค.ศ. ๑๙๒๗   ๑๙๔๘   ๑๙๕๐   ๑๙๖๐   ๑๙๖๓   ๑๙๗๐    ๑๙๗๔   และ ๑๙๗๖   

หนังสือเกือบห้าสิบเล่มมีชื่อของอาดัมส์ปรากฏอยู่ในฐานะผู้เขียนหรือศิลปิน  หนังสือเหล่านี้ที่ไม่ได้กล่าวถึงไว้ข้างต้นประกอบด้วย Sierra Nevada: The John Muir Trail (1938); Michael and Anne in Yosemite Valley (1941); Born Free and Equal (1944); Illustrated Guide to Yosemite Valley (1946); Camera and Lens (1948); The Negative (1948); Yosemite and the High Sierra (1948); The Print (1950); My Camera in Yosemite Valley (1950); My Camera in the National Parks (1950); The Land of Little Rain (1950, new ed. with Adams's photographs); Natural Light Photography (1952); Death Valley (1954); Mission San Xavier del Bac (1954); The Pageant of History in Northern California (1954); Artificial Light Photography (1956); The Islands of Hawaii (1958); Yosemite Valley (1959); Death Valley and the Creek Called Furnace (1962); These We Inherit: The Parklands of America (1962); Polaroid Land Photography Manual (1963); An Introduction to Hawaii (1964); Fiat Lux: The University of California (1967); The Tetons and the Yellowstone (1970); Ansel Adams (1972); Singular Images (1974); Ansel Adams: Images 1923-1974 (1974); Photographs of the Southwest (1976); The Portfolios of Ansel Adams (1977); Polaroid Land Photography (1978); Yosemite and the Range of Light (1979)

หนังสือทางด้านเทคนิคชุดใหม่  ประกอบด้วย The Camera (1980), The Negative (1981), and The Print (1983) และ Examples: The Making of 40 Photographs (1983)

หนังสือที่ตีพิมพ์หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตแล้ว มี Andrea G. Stillman, ed., The American Wilderness (1990); Stillman and William A. Turnage, eds. Our National Parks (1992); Harry Callahan, ed., Ansel Adams in Color (1993); และ Stillman, ed., Ansel Adams: Yosemite and the High Sierra (1994)

กว่าสิบปีหลังจากเขาเสียชีวิต ยังคงไม่มีหนังสือชีวประวัติของอาดัมส์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งชีวิตของเขา   หนังสือ Ansel Adams : The Eloquent Light (1963) โดย Nancy Newhall เล่าอย่างสั้นๆและอย่างรักใคร่ ถึงชีวประวัติในช่วง ๓๖ ปีแรกของชีวิตอาดัมส์   ซึ่งเธอเขียนได้อย่างสนุกและด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้ง โดยความร่วมมืออย่างเต็มที่ของอาดัมส์


* Ansel Adams at home May 1961.jpg (44.06 KB, 502x504 - viewed 7433 times.)

* ansel_adams-02.jpg (23.85 KB, 298x400 - viewed 7391 times.)

* Even Ansel Adams Has To Earn A Living - Ted Orland, 1974.jpg (42.72 KB, 550x435 - viewed 7344 times.)

* SelfPortrait.jpg (61.75 KB, 299x449 - viewed 7359 times.)
Logged
« Reply #9 on: February 01, 2008, 05:12:11 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



รางวัลของแอนเซล  อาดัมส์

ตลอดชีวิตของอาดัมส์ และแม้แต่หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว  อาดัมส์ได้รับรางวัลต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน และมีบางรางวัลที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาด้วย

ในจำนวนนี้รางวัลที่สำคัญๆได้แก่

Doctor of Arts, Harvard University
Doctor of Arts, Yale University
Conservation Service Award, Department of Interior - 1968
Presidential Medal of Freedom - 1980
Mount Ansel Adams - 1985
Ansel Adams Wilderness - 1985
Ansel Adams Award, Sierra Club
Ansel Adams Award for Conservation, the Wilderness Society



* Ansel.jpg (57.43 KB, 398x500 - viewed 7396 times.)

* ansel_adams-03.jpg (53.44 KB, 300x205 - viewed 7276 times.)

* ansel_adams-04.jpg (55.43 KB, 300x198 - viewed 7233 times.)

* Ansel_Adams_Self_portrait in Polaroid.jpg (15.37 KB, 396x400 - viewed 7173 times.)
« Last Edit: February 01, 2008, 06:43:09 PM by uncleBE » Logged
« Reply #10 on: February 01, 2008, 05:14:39 PM »
Aranee Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

    
etc skills 49
Gender: Female
Posts: 1231



ก่อนอื่นต้องขออภัยในความล่าช้าของการโพสต์ด้วยค่ะ h10

สำหรับ Ansel Adams คนนี้  ยอมรับว่ารู้จักแต่ชื่อกับรูปที่เขาถ่ายมานานแล้ว  แต่ไม่เคยรู้อะไรมากกว่านั้น   นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ uncleBE ขอให้ช่วยแปลบทความนี้ให้  ยิ่งได้อ่านเกร็ดต่างๆเกี่ยวกับอาดัมส์แล้วก็บทความเกี่ยวกับบทบาทในการเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเขา  ยิ่งทำให้ทึ่ง  แล้วก็พอจะเข้าใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงกลายมาเป็น”ตำนาน”ของวงการถ่ายภาพ  h07

มีเวลาเมื่อไหร่หยิบจะเอาเกร็ดพวกนี้มาฝากนะคะ h02

สำหรับชีวประวัติของอาดัมส์ข้างบนนี้ได้แปลโดยพยายามคงถ้อยคำสำนวนของผู้เขียนเอาไว้ให้มากที่สุด   ถ้าอ่านแล้วติดขัดเรื่องสำนวนยังไงก็ขอให้โทษผู้เขียน  ...เอ๊ย..ไม่ใช่ ....คือต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ  เพราะคนแปลก็มือใหม่    ถ้าอ่านต้นฉบับแล้วคิดว่าแปลผิดยังไงก็บอกได้เลยนะคะ  ไม่ต้องเกรงใจ  ความถูกต้องสำคัญที่สุด (อ๊ะ แต่ต้นฉบับก็มีพิมพ์ผิดอยู่สองสามที่นะคะ อิๆ  h14)

และต้องขอขอบคุณภาพประกอบจาก uncleBE ด้วยนะคะ  h13
Logged
« Reply #11 on: February 01, 2008, 06:14:31 PM »
rat cycle Offline
etc F/2.8

View Profile Email
*

etc skills 8
Posts: 70



ขอบคุณมากๆ เลยครับ

อ่านเข้าใจง่าย ลื่นไหลดีแล้วครับ
Logged
« Reply #12 on: February 01, 2008, 06:48:59 PM »
uncleBE Offline
etc CoFounder
etc F/22

View Profile WWW Email
*****

etc skills 1036
Posts: 12381

uncleBE's Portfolio uncle-bee@hotmail.com

ขอบคุณพี่ปูมากครับที่สละเวลาแปลบทความดีๆ แบบนี้ให้

ถ้าได้่อ่านอย่างละเอียดรวมทั้งเชิงอรรถด้วย

รับรองว่าเพื่อนๆ ต้องได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยละครับ

 h07
Logged

« Reply #13 on: February 02, 2008, 11:03:17 AM »
pomgm2000 Offline
etc Cofounder
etc F/6.3

View Profile Email
*****

etc skills 999
Posts: 700

pomgm2000's Portfolio rachasak59@hotmail.com

ขอบคุณมากครับ

ไม่เคยอ่านเต็มๆๆ แบบนี้เลย

ได้ความรู้อีกเยอะเลยครับ
Logged
« Reply #14 on: February 02, 2008, 03:10:37 PM »
tough Offline
etc CoFounder
etc F/22

View Profile WWW
*****

etc skills 1015
Gender: Male
Posts: 3719

tough's Portfolio lexample@hotmail.com


ขอบคุณมากๆครับพี่ บทความดีๆแบบนี้สร้างแรงบันดาลใจได้อีกโขเลยครับ h07
Logged

ศิลปกรรม นำจิตใจให้สูงค่า
« Reply #15 on: February 02, 2008, 09:06:34 PM »
ช.ช้าง Offline
etc F/6.3

View Profile Email
***

etc skills 33
Gender: Male
Posts: 610



-คนนี้ล่ะที่เคยชมภาพแล้วทำให้ผมหลงกลิ่นไอขาว-ดำ  h07
Logged

-เรื่องถ่ายภาพ เป็นเรื่องธรรมชาติ
« Reply #16 on: February 02, 2008, 11:44:13 PM »
1fineday Offline
etc CoFounder
etc F/22

View Profile WWW Email
*****

etc skills 1060
Gender: Male
Posts: 4118

1fineday's Portfolio y_wongcharoen@hotmail.com

ซื้อหนังสือกันหมดตัว
ตอนมัธยม ก็คนนี้ล่ะครับ
Logged


“We Are a Nation of Photographers,”
« Reply #17 on: February 05, 2008, 11:22:33 AM »
jitty Offline
etc F/3.5

View Profile Email
**

etc skills 29
Gender: Female
Posts: 145




เยี่ยมไปเลยค่ะ  เยี่ยมๆๆๆ
ขอบคุณน้องปุและน้องบี กับทีมงานทุกคนด้วยน่ะค่ะ
ขอเป็นกำลังใจอีกกำลังใจนึง ให้ทุกๆคนน่ะค่ะ...
Logged

สิ่ง ..ที่ผ่านไปแล้ว จะไม่หวนกลับมาอีก

http://jitty.multiply.com/
« Reply #18 on: February 14, 2008, 07:06:55 PM »
jukurae Offline
etc F/1.4

View Profile Email
*

etc skills 0
Gender: Male
Posts: 16



ขวัญใจช่างภาพขาว-ดำ ในดวงใจครับ
ขอบคุณที่นำบทความดีๆ มาให้อ่านครับ
Logged

Never mind : Never mind
http://jukurae.multiply.com
« Reply #19 on: February 21, 2008, 08:48:01 AM »
myleisure Offline
etc F/11

View Profile WWW Email
****

etc skills 39
Gender: Male
Posts: 1158

atit106@gmail.com

เสียดาย น่าจะเข้ามาอ่านตั้งนานแล้ว
ขอบคุณมากคับ
 h02 h13
Logged

"Learn to be Better"
« Reply #20 on: March 01, 2008, 08:30:51 PM »
indyart Offline
Supreme [skill 100+]
etc F/22

View Profile
**

etc skills 170
Posts: 4575

indyart's Portfolio

ไปร้านหนังสือทีไรอดไม่ได้ที่จะหยิบดูหนังสือช่างภาพ...คนนี้ทุกทีไปบางร้านมีหนังสือของAnsel Adamsหลายเล่มเลย h13
Logged

« Reply #21 on: March 14, 2008, 01:33:00 AM »
jason Offline
etc F/22

View Profile WWW
*****

etc skills 52
Gender: Male
Posts: 2818



เหนือล้ำทุกคำบรรยายสำหรับภาพจากช่างภาพท่านนี้ ขอบคุณสำหรับบทความมากๆครับ  h13
Logged

Photograph is not an accident - It's a concept.
http://www.facebook.com/bangkokpix
« Reply #22 on: March 24, 2008, 06:08:21 PM »
Oatta Offline
etc F/2

View Profile WWW Email
*

etc skills 4
Gender: Male
Posts: 41



ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นะครับ


โดยเฉพาะพี่ปูที่ช่วยแปลบทความอันนี้
และก็ลุงบีที่เลือกเรื่องนี้มาเช่นกัน
Logged
« Reply #23 on: March 26, 2008, 02:34:29 PM »
maybf Offline
etc F/6.3

View Profile Email
***

etc skills 51
Posts: 644



^_^  ขอบคุณสำหรับ สาระ ดี ๆ ครับ

มาเก็บความรู้ด้วยคนครับ
Logged

« Reply #24 on: April 08, 2008, 12:06:15 AM »
meaw2k Offline
etc F/1.4

View Profile Email
*

etc skills 0
Posts: 1



 h01...อ่านแล้ว ประทับใจมากๆ ครับ...

แปลได้ดีแล้วครับ อ่านง่ายครับ...

ขอบคุณครับ...
Logged
« Reply #25 on: May 15, 2008, 09:40:31 AM »
โจรกระจอก Offline
Supreme [skill 100+]
etc F/22

View Profile Email
**

etc skills 118
Gender: Male
Posts: 3621



ขอบคุณมากครับ

Ansel Adams ผมเพิ่งรู้จักชื่อนี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แฮะๆ อยู่หลังเขามานาน ตอนนี้สนใจผลงานของเขามากเลยครับ กำลังหาข้อมูลเรื่องราวของเขาอยู่เหมือนกัน
Logged

มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแน่นอน
« Reply #26 on: May 15, 2008, 09:17:23 PM »
rome Offline
etc F/1.4

View Profile Email
*

etc skills 0
Posts: 5



ขอบคุณครับ ได้ความรู้มากมายเลย
Logged
« Reply #27 on: May 24, 2008, 12:01:16 PM »
snat Offline
etc F/4

View Profile WWW
**

etc skills 8
Gender: Male
Posts: 242



ขอบคุณมากครับ มีหนังสือรวมภาพถ่ายของเค้าอยู่เหมือนกัน ชอบมากมากครับ
Logged
« Reply #28 on: June 13, 2008, 09:57:16 PM »
Benny Offline
etc F/22

View Profile WWW Email
*****

etc skills 32
Gender: Male
Posts: 2276



ขอบคุณมากๆครับ ที่แปลมาให้อ่านครับ ผมอ่านแบบละเอียดเลยล่ะครับ   h07 h07 h07
Logged
« Reply #29 on: August 22, 2008, 05:11:06 PM »
VI_VAK Offline
etc F/1.4

View Profile Email
*

etc skills 0
Posts: 1



ขอบคุณคราบ
h14
Logged
« Reply #30 on: September 15, 2008, 04:21:26 PM »
ป้าzaza Offline
etc F/1.4

View Profile Email
*

etc skills 0
Posts: 6



  ขอบคุณมากมาย สำหรับสิ่งดีๆ ที่นำมาแบ่งปันกัน
Logged
« Reply #31 on: September 20, 2008, 04:14:24 PM »
S.Chalit Offline
etc F/5.6

View Profile Email
***

etc skills 19
Posts: 398



สิ้นเดือนจะซื้อหนังสือตำนานผู้นี้ให้ได้.......
Logged
« Reply #32 on: September 28, 2008, 06:22:24 PM »
aOFLoMo Offline
etc F/3.5

View Profile Email
**

etc skills 6
Posts: 182



เทพ ตัวจิง สุดยอด แห่งช่างภาพ หรือ ตำนาน
Logged
« Reply #33 on: February 11, 2009, 11:26:54 PM »
Seatthapong222 Offline
etc F/6.3

View Profile
***

etc skills 36
Gender: Male
Posts: 719



ช่างภาพในดวงใจครับ
Logged
« Reply #34 on: February 15, 2009, 02:11:36 PM »
chaleeyo Offline
etc F/3.5

View Profile WWW Email
**

etc skills 27
Gender: Male
Posts: 195



ขออนุญาต copy บทความเก็บไว้น่ะครับ
Logged

« Reply #35 on: March 21, 2009, 10:53:21 AM »
eak07 Offline
etc F/3.5

View Profile Email
**

etc skills 1
Posts: 116

eaklfc20@hotmail.com

 ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
Logged

YOU'LL NEVER WALK ALONE
« Reply #36 on: May 11, 2009, 09:53:32 AM »
Starck Offline
etc F/2

View Profile
*

etc skills 0
Posts: 29



เวลารู้สึกตันกับการถ่ายภาพมักจะย้อนมาอ่านบมความนี้ ซึ่งทำให้มีกำลังใจในการถ่ายภาพต่อไป
Logged
« Reply #37 on: September 04, 2009, 05:55:57 PM »
tum Offline
etc F/8

View Profile
****

etc skills 13
Gender: Female
Posts: 867

tum_d24@hotmail.com

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ h07 ได้ความรู้เพิ่มอีกแล้ว h02
Logged
Pages: [1]   Go Up
Print
Jump to:  

? 2006 etcFOTO.com
blackTed Skin ? 2006 HobbyBag Group (hbSkins) | Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Page created in 1.312 seconds with 22 queries.