ในปี ค.ศ.๑๙๒๗ อาดัมส์ได้พบกับเอ็ดเวิร์ด เว็สตัน
(15) (Edward Weston) พวกเขากลายมาเป็นเพื่อนและเพื่อนร่วมงานที่มีความสำคัญต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี ค.ศ.๑๙๓๒ กลุ่มเอฟ/๖๔ (Group f/64) อันเลื่องชื่อได้ถูกก่อตั้งขึ้นจากการผสมผสานกันระหว่างความยิ่งใหญ่อันเป็นที่ยอมรับกันของเว็สตัน และพลังงานอันล้นเหลือของอาดัมส์ ถึงแม้จะถูกจัดตั้งขึ้นอย่างไม่เคร่งครัดและคงอยู่ไม่นานนัก แต่ Group f/64 ก็ได้ทำให้ straight photography ซึ่งเป็นที่รู้จักเฉพาะในเขตฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ได้รับความสนใจและมีอิทธิพลในระดับประเทศ หลังจากนั้นไม่นานพิพิธภัณฑ์เดอยัง (De Young Museum) ในซานฟรานซิสโกจัดแสดงภาพถ่ายให้กับ Group f/64 และในปีเดียวกันนั้นพิพิธภัณฑ์นี้ยังได้จัดแสดงภาพถ่ายเดี่ยว (one-man museum show)ให้กับอาดัมส์อีกด้วย
ในช่วงต้นทศวรรษของปี ค.ศ.๑๙๓๐ อาดัมส์พุ่งขึ้นสู่ความรุ่งโรจน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งความสามารถและพลังงานตลอดจนกิจกรรมต่างๆ อันมีอยู่อย่างไม่ขาดสายของเขา
เขาได้ไปเยือนนิวยอร์คครั้งแรกในปี ค.ศ.๑๙๓๓ เพื่อพบกับอัลเฟร็ด สตีกลิตซ์ (Alfred Stieglitz) ช่างภาพผู้ซึ่งมีผลงานและหลักปรัชญาที่อาดัมส์ชื่นชมที่สุด และเป็นช่างภาพผู้ซึ่งได้ใช้ชีวิตในการอุทิศตนแก่วิชาชีพอย่างที่อาดัมส์มุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นไปอย่างเอาจริงเอาจัง พวกเขาติดต่อกันบ่อยครั้ง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเป็นไปอย่างลึกซึ้งและกว้างขวางในทางปัญญา
ถึงแม้ว่าอาดัมส์จะผูกพันกับพื้นที่ฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาอย่างลึกซึ้ง แต่เขาก็ได้ใช้เวลามากทีเดียวในนิวยอร์คในระหว่างช่วงสองทศวรรษของปี ค.ศ.๑๙๓๐ และ ๑๙๔๐ และการใช้เวลาร่วมกับสตีกลิตซ์ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตในฐานะศิลปินของเขา
ในปี ค.ศ.๑๙๓๓ เด็ลฟิค แกลเลอรี่ (the Delphic Gallery) ได้จัดการแสดงภาพถ่ายให้กับเขา ซึ่งนับเป็นการแสดงภาพถ่ายครั้งแรกในนิวยอร์คของอาดัมส์ บทความทางด้านเทคนิคชุดแรกของเขาได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารแคเมราคราฟท์ (Camera Craft) ในปี ค.ศ.๑๙๓๔ และ Making a Photograph หนังสือที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางเป็นเล่มแรกของเขา ได้ออกวางตลาดในปี ค.ศ.๑๙๓๕ ที่สำคัญที่สุดคือสตีกลิตซ์ได้ให้อาดัมส์เปิดแสดงภาพเดี่ยว (one-man show) ที่ An American Place
อย่างไรก็ตาม ความมีชื่อเสียงของอาดัมส์ไม่ได้ช่วยให้สถานะทางเศรษฐกิจของเขาดีขึ้นเลย ในจดหมายลงวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.๑๙๓๕ เขาเขียนถึงเว็สตันว่า “ผมมีงานยุ่งมาตลอด แต่ถังแตก ดูเหมือนว่าผมจะทำให้ฐานะทางการเงินของตัวเองดีขึ้นมาไม่ได้เลย” สถานการณ์บังคับให้เขาต้องถ่ายภาพเพื่อการค้า (commercial photography) ลูกค้าของเขามีตั้งแต่ผู้ได้รับสัมปทานในการทำกิจการชั่วคราวในโยเซมิตี, the National Park Service
(16) , Kodak, Zeiss, IBM, AT&T ไปจนถึงวิทยาลัยสตรีแห่งหนึ่ง และยังมีบริษัทผลิตผลไม้แห้ง นิตยสาร Life นิตยสาร Fortune และนิตยสาร Arizona Highways หรือโดยสรุปคืองานทุกอย่างตั้งแต่การถ่ายภาพบุคคล งานแคตาลอก ไปจนถึงงาน Caloramas
(17) จนเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๓๘ เขาเขียนจดหมายถึงเดวิด แม็คอัลพิน (David McAlpin )เพื่อนของเขาว่า “ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างในเร็วๆนี้เพื่อให้ตัวเองกลับมาอยู่ในแนวทางที่ควรจะเป็นในการถ่ายภาพเสียที ตอนนี้ผมจมอยู่ในงาน commercial จริงๆ นะ มันจำเป็นก็จริง แต่มันรั้งผมเอาไว้จากงานสร้างสรรค์มากๆ เลย”
ถึงแม้ว่าอาดัมส์ได้กลายมาเป็นช่างภาพ commercial ที่มีความสามารถและความชำนาญอันโดดเด่น เขาก็ยังคงได้รับงานไม่สม่ำเสมอ ทำให้เขาต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องการเงินอยู่เรื่อยๆ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเขายังคงไม่มั่นคงอยู่เสมอๆ อันเป็นสาเหตุของความเครียดไปจนถึงช่วงปลายของชีวิต
.......................................................................
(15) ช่างภาพที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากอีกท่านหนึ่ง http://www.etcfoto.com/forum/index.php/topic,156.0.html
(16) หน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐที่ทำหน้าที่ดูแลอุทยานแห่งชาติทั้งหมดในประเทศ
(17) คำนี้ไม่มีในพจนานุกรม โดยรากศัพท์น่าจะแปลได้ว่าการผสมสี แต่โดยการค้นหาในอินเตอร์เน็ต ผู้แปลค่อนข้างแน่ใจว่าหมายถึงงานภาพถ่ายขนาดใหญ่ซึ่งส่วนมากใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จนมาถึงในปัจจุบัน น่าจะหมายรวมถึงงานป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ทั้งหมด(อาจเป็นอิเล็คทรอนิคก็ได้)ซึ่งอาจรวมถึงงานที่ไม่ใช่ภาพถ่ายก็ได้